ชาติเอเชียเตรียมงัดสูตรสู้โควิด รับมือวิกฤตพลังงานสงครามอิหร่าน
หลายชาติเอเชียเตรียมใช้มาตรการยุคโควิด เช่น Work from Home และอัดฉีดเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตเชื้อเพลิงจากสงครามอิหร่าน
ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียกำลังพิจารณานำ “สูตรรับมือยุคโควิด-19” กลับมาใช้อีกครั้ง ทั้งมาตรการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรับมือวิกฤตเชื้อเพลิงโลกที่ทวีความรุนแรงจากสงครามอิหร่าน
ภูมิภาคเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดของวิกฤตครั้งนี้ เนื่องจากนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 80% ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดกั้นเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ยังไม่มีประเทศใดบังคับใช้มาตรการ Work from Home อย่างเป็นทางการ แต่หลายรัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญ โดยรัฐมนตรีพลังงานเกาหลีใต้ระบุว่าสนับสนุนข้อเสนอของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ที่แนะนำให้ลดการเดินทางและส่งเสริมการทำงานจากบ้านเพื่อลดการใช้น้ำมัน
IEA ซึ่งได้ปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกสู่ตลาดในระดับสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 400 ล้านบาร์เรล ยังเสนอแนวทางลดแรงกดดันราคาพลังงาน เช่น การลดเที่ยวบิน และปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน โดยชี้ว่ามาตรการลักษณะนี้เคยช่วยยุโรปผ่านวิกฤตพลังงานหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนได้
หลายประเทศในเอเชียเริ่มดำเนินมาตรการเชิงรุก เช่น เกาหลีใต้รณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงาน ฟิลิปปินส์ลดวันทำงานในหน่วยงานรัฐบางแห่งและประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ขณะที่ปากีสถานปิดโรงเรียนชั่วคราวและส่งเสริมการทำงานจากบ้าน ส่วนศรีลังกากำหนดวันหยุดทุกวันพุธเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง
ด้านสิงคโปร์แนะนำให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า และปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้สูงขึ้น ขณะที่นายกรัฐมนตรีไทยมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐลดการใช้พลังงาน เช่น งดเดินทางต่างประเทศ ปรับแอร์เกิน 25 องศาเซลเซียส และส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน
ในด้านการบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพ หลายประเทศเริ่มออกมาตรการอัดฉีดเศรษฐกิจ เช่น ญี่ปุ่นเตรียมใช้งบสำรองราว 800,000 ล้านเยน เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับประมาณ 170 เยนต่อลิตร ขณะที่นิวซีแลนด์ประกาศช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยเป็นเงินรายสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากช่วงโควิด-19 เนื่องจากธนาคารกลางไม่ได้เร่งลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่เร่งตัวจากราคาพลังงาน ส่งผลให้ผู้กำหนดนโยบายต้องเผชิญ “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ


