สหรัฐเล็งยุติสงคราม ขณะอิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยไกลครั้งแรก
อิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยไกลครั้งแรก ขยายความเสี่ยงสู่ยุโรป ขณะสหรัฐส่งสัญญาณลดบทบาท ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจและพันธมิตร
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลัง Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยว่าวอชิงตันกำลัง “พิจารณาลดระดับ” ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ขณะที่อิหร่านได้ยกระดับการตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
กองทัพอิสราเอลระบุว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลระยะ 4,000 กิโลเมตร จำนวน 2 ลูก ไปยังฐานทัพสหรัฐ-สหราชอาณาจักรบนเกาะ Diego Garcia ในมหาสมุทรอินเดีย โดย Eyal Zamir ผู้บัญชาการทหารอิสราเอลระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวมีศักยภาพครอบคลุมเมืองหลวงสำคัญของยุโรป เช่น Berlin Paris และ Rome สะท้อนการขยายวงของภัยคุกคามออกนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง
นับเป็นครั้งแรกที่อิหร่านใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลในความขัดแย้งครั้งนี้ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วมากกว่า 2,000 ราย
ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าสหรัฐใกล้บรรลุเป้าหมายทางทหาร และอาจลดบทบาทในภูมิภาค โดยเสนอให้ประเทศอื่นเข้ามามีบทบาทดูแลความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐยังคงไม่ชัดเจน โดยแม้จะส่งสัญญาณลดระดับความขัดแย้ง แต่ยังคงมีการส่งกำลังนาวิกโยธินและยุทโธปกรณ์หนักเข้าสู่ภูมิภาค สร้างความสับสนแก่พันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐ
ด้านสถานการณ์ภาคสนาม อิหร่านยังได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเมือง Dimona ทางตอนใต้ของอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงเด็กได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ลับของอิสราเอล
ขณะเดียวกัน มีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและนิวเคลียร์หลายจุด รวมถึงโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่นาตันซ์ และท่าเรือสำคัญในเมืองบุเชห์ร แม้เบื้องต้นจะไม่พบการรั่วไหลของกัมมันตรังสี
ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งสูงขึ้นถึง 35% ภายในสัปดาห์เดียว หลังการโจมตีแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ของอิหร่าน และการตอบโต้ต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาค
นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 20% ของโลก ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนแทบไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้หลายประเทศต้องเร่งปรับกลยุทธ์ด้านพลังงาน
ทั้งนี้ ผู้นำประเทศต่าง ๆ อาทิ นเรนทรา โมดี ได้เริ่มประสานงานกับอิหร่านเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการขนส่งพลังงาน ขณะที่อิหร่านส่งสัญญาณพร้อมอนุญาตให้เรือของบางประเทศผ่านช่องแคบดังกล่าวได้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ


