UNSC ประชุมฉุกเฉิน เลขาฯ UN เตือนโจมตีอิหร่าน อาจจุดชนวนความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้เปิดประชุมฉุกเฉินว่าด้วยเรื่องอิหร่าน หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลทำการโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ในช่วงก่อนหน้าของวันเดียวกัน
KEY
POINTS
- เลขาธิการสหประชาชาติประณามการโจมตี โดยเตือนว่าอาจจุดชนวนความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดความตึงเครียดและกลับสู่การเจรจาทางการทูต
- ผู้แทนจากอิหร่าน จีน และรัสเซีย กล่าวประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นการรุกรานที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ
- นานาชาติแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการยกระดับความตึงเครียด โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวแถลงประณามการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน รวมถึงการโจมตีโต้กลับของอิหร่านในเวลาต่อมา โดยระบุว่าเป็นการละเมิด "อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของบาห์เรน อิรัก จอร์แดน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์"
กูเตอร์เรสเตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารนี้เสี่ยงที่จะจุดชนวนให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดของโลก พร้อมย้ำว่าทุกฝ่ายต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเสมอ
"ไม่มีทางเลือกอื่นใดที่สามารถทำได้ นอกจากการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติ" กูเตอร์เรสกล่าว พร้อมเสริมว่าสันติภาพที่ยั่งยืนนั้นจะเกิดขึ้นได้ด้วยแนวทางอันสันติเท่านั้น ซึ่งรวมถึงการเจรจาและการสื่อสารอย่างจริงใจ
กูเตอร์เรสกล่าวว่า การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเกิดขึ้นหลังจากการเจรจาทางอ้อมรอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยมีโอมานเป็นคนกลาง ซึ่งมีการเตรียมการสำหรับการเจรจาทางเทคนิค ณ กรุงเวียนนาในสัปดาห์หน้าไว้แล้ว ตามด้วยการเจรจาทางการเมืองรอบใหม่ "ผมรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่โอกาสทางการทูตนี้ถูกทำให้สูญเปล่า" เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวพร้อมเรียกร้องให้มีการลดระดับความตึงเครียดและยุติการสู้รบทันที ทั้งยังเตือนด้วยว่า "ทางเลือกอื่นที่เหลือคือความขัดแย้งที่อาจขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อพลเรือนและความมั่นคงในภูมิภาค"
กูเตอร์เรสกล่าวว่า เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ พร้อมกระตุ้นให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
อามีร์-ซาอีด อิราวานี (Amir-Saeid Iravani) เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ เรียกการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ว่าเป็น "การรุกรานโดยที่ไม่ได้ถูกยั่วยุก่อน และมีการเตรียมการมาล่วงหน้า" และเป็นการโจมตีอิหร่านครั้งที่สองในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขากล่าวด้วยว่าการโจมตีดังกล่าว "จงใจ" พุ่งเป้าไปที่เขตที่อยู่อาศัยของพลเรือนที่หนาแน่นในหลายเมืองใหญ่ ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยราย
เขายังประณามว่าการโจมตีทางทหารครั้งนี้เป็น "การรุกรานที่โจ่งแจ้งและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ" พร้อมระบุว่า "ไม่มีเหตุผลรับรอง คำกล่าวหา หรือการสร้างเรื่องบิดเบือนใดๆ ที่จะสามารถสร้างความชอบธรรมหรือใช้เป็นข้ออ้างให้กับการก่ออาชญากรรมและการรุกรานที่ประจักษ์ชัดนี้ได้" ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสังเกตว่าการโจมตีดังกล่าวถือเป็น "การก่อสงครามต่อระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ ที่สหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงได้สร้างขึ้นมากว่าแปดทศวรรษที่ผ่านมา"
ด้าน ฟู่ชง ผู้แทนถาวรของจีนประจำสหประชาชาติ ระบุว่า จีนแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อการยกระดับความตึงเครียดอย่างฉับพลันในภูมิภาค หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางทหารต่อเป้าหมายในอิหร่านอย่างอุกอาจ
ฟู่ชงระบุว่า จีนเชื่อเสมอว่าทุกฝ่ายควรปฏิบัติตามวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยจีนคัดค้านและประณามการใช้กำลังหรือการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมเสริมว่าอธิปไตย ความมั่นคง และบูรณภาพแห่งดินแดนของอิหร่านรวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคต้องได้รับการเคารพ
ขณะที่วาสซิลี เนเบนเซีย (Vasily Nebenzya) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็น "การรุกรานด้วยอาวุธที่จงใจ มีการเตรียมการล่วงหน้า และไม่ได้ถูกยั่วยุ ซึ่งกระทำต่อรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่มีอำนาจอธิปไตยและเป็นอิสระ อันเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานและบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง"
เขากล่าวว่า การดำเนินการที่ขาดความรับผิดชอบของสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้ทำลายสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในตะวันออกกลาง พร้อมสำทับว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลครั้งนี้คือ "การทรยศต่อการทูต"


