วิกฤตประชากรจีน อัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 70 ปี
อัตราการเกิดของจีนในปีล่าสุดลดลงเหลือเพียง 5.6 ต่อประชากร 1,000 คน และมีเด็กเกิดใหม่เพียง 7.9 ล้านคน ซึ่งเป็นสถิติต่ำที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน
KEY
POINTS
- อัตราการเกิดของจีนในปีล่าสุดลดลงเหลือเพียง 5.6 ต่อประชากร 1,000 คน และมีเด็กเกิดใหม่เพียง 7.9 ล้านคน ซึ่งเป็นสถิติต่ำที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949
- การลดลงของประชากรถึง 3.4 ล้านคน และภาวะสังคมสูงวัยกำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานและแรงกดดันมหาศาลต่อกองทุนบำเหน็จบำนาญที่ขาดสภาพคล่อง
- รัฐบาลจีนเร่งแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินอุดหนุนราว 500 ดอลลาร์ต่อปีสำหรับเด็กเกิดใหม่ พร้อมๆ กับการเริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 13% สำหรับยาคุมฉุกเฉินและถุงยางอนามัยเพื่อจูงใจทางอ้อมให้คนมีบุตร
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (National Statistics Bureau) เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันจันทร์ ระบุว่าอัตราการเกิดของจีนในปีที่ผ่านมาลดต่ำลงเหลือเพียง 5.6 ต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งถือเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยยอดทารกแรกเกิดมีจำนวนเพียงราว 7.9 ล้านคนเท่านั้น ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นบทพิสูจน์ที่ท้าทายของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่พยายามผลักดันแคมเปญสร้าง "สังคมที่เป็นมิตรต่อการมีบุตร" (Fertility-friendly society) ซึ่งรวมถึงการมอบเงินจูงใจให้กับพ่อแม่
แต่ผลลัพธ์กลับสวนทาง เมื่อจำนวนประชากรโดยรวมของจีนลดลงถึง 3.4 ล้านคนในปีเดียว เหลืออยู่ที่ 1.405 พันล้านคน ซึ่งนับเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
อัตราการเกิดน้อย สัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ
การหดตัวของกำลังแรงงานประกอบกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว กลายเป็นภัยคุกคามหลักต่อเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เมื่อสัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
ในขณะที่วัยทำงานลดน้อยลง อัตราส่วนคนทำงานต่อผู้เกษียณอายุจึงเสียสมดุล สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบบำเหน็จบำนาญของจีนที่เดิมทีก็ประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุนอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมการมีบุตร (Pro-natalist policies) อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขยายวันลาคลอดสำหรับบิดาและมารดา ไปจนถึงการปรับลดขั้นตอนการจดทะเบียนสมรสให้ง่ายขึ้น
ล่าสุด รัฐบาลได้ออกมาตรการจูงใจทางการเงิน โดยเสนอเงินอุดหนุนประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17,000 บาท) ต่อปี สำหรับเด็กทุกคนที่อายุต่ำกว่า 3 ปี และเกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม นอกจากการจูงใจด้วยเม็ดเงินแล้ว รัฐบาลยังเริ่มใช้มาตรการทางภาษีที่เข้มข้นขึ้น โดยเริ่มมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 13% สำหรับยาและอุปกรณ์คุมกำเนิด รวมถึงยาคุมฉุกเฉินและถุงยางอนามัย เป็นครั้งแรกเริ่มตั้งแต่ปีนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นความพยายามทางอ้อมที่จะลดการคุมกำเนิดเพื่อกระตุ้นอัตราการเกิดนั่นเอง
อ้างอิง: Bloomberg


