สหรัฐระงับวีซ่าผู้อพยพ 75 ประเทศ รวมไทย ย้ำไม่กระทบวีซ่าท่องเที่ยว
รัฐบาลทรัมป์สั่งระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพ(วีซ่าพำนักถาวร) จาก 75 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เริ่ม 21 ม.ค. อ้างป้องกันภาระสวัสดิการ ย้ำไม่กระทบวีซ่าท่องเที่ยว
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพพยพ (วีซ่าผู้พำนักถาวร) สำหรับผู้สมัครจาก 75 ประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปราบปรามการเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม และครอบคลุมผู้สมัครจากหลายประเทศ อาทิ โซมาเลีย อิหร่าน รัสเซีย อัฟกานิสถาน ไนจีเรีย เยเมน ไทย และบราซิล โดยการระงับครั้งนี้ไม่กระทบต่อวีซ่าประเภทท่องเที่ยวหรือเยือนชั่วคราว
ทอมมี พิกอตต์ รองโฆษกหลักของกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงจะใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีมายาวนานในการพิจารณาว่าผู้ขอวีซ่าผู้อพยพรายใดอาจกลายเป็นภาระต่อรัฐ หรือใช้ประโยชน์จากสวัสดิการสาธารณะของสหรัฐ
เขาระบุเพิ่มเติมว่า การระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพจาก 75 ประเทศจะดำเนินไปในช่วงที่กระทรวงทบทวนกระบวนการตรวจสอบคนเข้าเมือง เพื่อป้องกันการเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่อาจพึ่งพาสวัสดิการและผลประโยชน์สาธารณะ
รายงานข่าวดังกล่าวถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรกโดยสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ โดยนับตั้งแต่กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เดินหน้าดำเนินนโยบายปราบปรามการเข้าเมืองอย่างกว้างขวาง ส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเข้าปฏิบัติการในเมืองใหญ่หลายแห่ง และก่อให้เกิดการเผชิญหน้ารุนแรงทั้งกับผู้อพยพและพลเมืองสหรัฐบางส่วน
แม้ทรัมป์จะหาเสียงด้วยคำมั่นว่าจะยุติการเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลของเขายังเพิ่มอุปสรรคต่อการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย เช่น การกำหนดค่าธรรมเนียมใหม่ที่สูงขึ้นสำหรับผู้ขอวีซ่า H-1B ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับแรงงานทักษะสูง
เดวิด เบียร์ ผู้อำนวยการฝ่ายศึกษานโยบายคนเข้าเมืองของสถาบันคาโต แถลงว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายต่อต้านการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ พร้อมระบุว่ามาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้อพยพถูกปฏิเสธการเข้าประเทศเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 315,000 คนภายในหนึ่งปีข้างหน้า
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง มีการเพิกถอนวีซ่าแล้วมากกว่า 100,000 ฉบับ และรัฐบาลยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้ขอวีซ่า รวมถึงการตรวจสอบโซเชียลมีเดียอย่างละเอียดมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤศจิกายน ประธานาธิบดีทรัมป์เคยประกาศว่าจะ “ระงับการย้ายถิ่นฐานอย่างถาวร” จากประเทศโลกที่สามทั้งหมด ภายหลังเกิดเหตุกราดยิงใกล้ทำเนียบขาวโดยชาวอัฟกัน ซึ่งส่งผลให้สมาชิกกองกำลังพิทักษ์ชาติสหรัฐเสียชีวิตหนึ่งนาย


