posttoday

รอยร้าวยังฝังลึก หลังสหรัฐชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

14 พฤศจิกายน 2568

หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังชัตดาวน์ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ความแตกแยกทางการเมืองยังคงฝังลึก ขณะผลกระทบด้านเศรษฐกิจรุนแรง

KEY

POINTS

  • การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ (ชัตดาวน์) ครั้งนี้ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 43 วัน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจและเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 1.4 ล้านคน
  • แม้หน่วยงานรัฐจะกลับมาเปิดทำการ แต่เป็นเพียงข้อตกลงชั่วคราว ทำให้ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการชัตดาวน์รอบใหม่ เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่คลี่คลาย
  • วิกฤตการณ์ครั้งนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถกู้คืนได้ราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ และสะท้อนความแตกแยกที่ฝังลึกภายในพรรคการเมืองและในหมู่ประชาชน

หน่วยงานต่างๆของรัฐบาลกลางสหรัฐ มีกำหนดกลับมาเปิดทำการในวันพฤหัสบดี หลังภาวะชัตดาวน์ยาวนาน 43 วัน ซึ่งเป็นสถิติยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อการคมนาคมทางอากาศ การช่วยเหลือด้านอาหารแก่ผู้มีรายได้น้อย และเจ้าหน้าที่ของรัฐกว่า 1.4 ล้านคนที่ต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน

 

ทำเนียบขาวระบุว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐกว่า 1.4 ล้านคนจะเริ่มได้รับค่าจ้างค้างจ่ายในวันเสาร์ และจะจ่ายครบทั้งหมดภายในวันพุธ แม้ก่อนหน้านี้รัฐบาลทรัมป์เคยขู่ระงับการจ่ายเงินบางส่วน ทั้งนี้ แม้ทรัมป์จะสั่งปลดพนักงานหลายพันคนระหว่างชัตดาวน์ แต่ข้อตกลงครั้งนี้กำหนดให้หน่วยงานรัฐเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายใน 5 วัน ส่งผลให้พนักงานเหล่านั้นยังคงรักษาตำแหน่งงานไว้ได้

 

ข้อตกลงนี้ยังชะลอแผนลดจำนวนข้าราชการของทรัมป์ไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคม โดยรัฐบาลมีเป้าหมายลดจำนวนข้าราชการจาก 2.2 ล้านคนลง 300,000 คนภายในสิ้นปี

 

ระบบการบินของประเทศเริ่มกลับมาดำเนินการเป็นปกติ หลังการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศส่งผลให้เกิดการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเตรียมมอบโบนัส 10,000 ดอลลาร์แก่เจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยสนามบินที่ปฏิบัติงานเกินเวลาในช่วงชัตดาวน์ ส่วนกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะสามารถจัดสรรเงินสนับสนุนโครงการอาหาร SNAP ให้รัฐต่าง ๆ ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้การช่วยเหลือประชาชน 42 ล้านคนสะดุดลง

รอยร้าวยังฝังลึก หลังสหรัฐชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

 

พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนประกาศว่าจะเปิดทำการบางแห่งริมเนชันแนลมอลล์ในวันศุกร์ ขณะที่สวนสัตว์แห่งชาติและอาคารอื่น ๆ จะเปิดให้บริการในวันจันทร์

 

อย่างไรก็ดี ความปกติอาจอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากข้อตกลงงบประมาณดังกล่าวมีผลถึงเพียงวันที่ 30 มกราคมเท่านั้น ทำให้มีโอกาสเกิดชัตดาวน์รอบใหม่เมื่อต้นปีหน้า ผลสำรวจ Reuters/Ipsos ชี้ว่า ประชาชน 50% โทษพรรครีพับลิกันว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตครั้งนี้ ขณะที่ 47% โทษพรรคเดโมแครต

 

การชัตดาวน์ครั้งนี้ยังถูกวิพากษ์ในประเด็นที่ไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก ได้แก่ หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ซึ่งพุ่งสูงถึง 38 ล้านล้านดอลลาร์ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกปีละ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์

 

พรรคเดโมแครตแม้ไม่สามารถเรียกร้องหลักประกันด้านเงินอุดหนุนสาธารณสุขได้ แต่ระบุว่าสามารถผลักดันประเด็นดังกล่าวให้เป็นที่สนใจมากขึ้นในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น โดยเงินอุดหนุนนี้เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกัน 24 ล้านคน ส่วนใหญ่ในรัฐที่พรรครีพับลิกันควบคุม ขณะที่พรรครีพับลิกันย้ำว่าการชัตดาวน์เป็น “ความเสียหายโดยไม่จำเป็น” ซึ่งคล้ายกับที่พรรคเดโมแครตเคยกล่าวในช่วงปี 2013 และ 2019 ที่รีพับลิกันเป็นผู้ก่อให้เกิดชัตดาวน์จากประเด็นสาธารณสุขและผู้อพยพ

รอยร้าวยังฝังลึก หลังสหรัฐชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

 

ความแตกแยกทางการเมืองที่เป็นต้นเหตุของวิกฤตดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข ข้อตกลงด้านงบประมาณที่ผ่านความเห็นชอบมีมาตรการจำกัดเพียงเล็กน้อยในการควบคุมอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยถูกวิจารณ์ว่าท้าทายอำนาจของสภาคองเกรสในการจัดสรรงบประมาณ  

 

วิกฤตครั้งนี้ยังสะท้อนความแตกแยกภายในพรรคเดโมแครต ระหว่างฐานเสียงสายเสรีนิยมที่ต้องการให้ผู้นำพรรคดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อต่อต้านทรัมป์ กับสมาชิกสายกลางที่เห็นว่าทางเลือกของตนจำกัดอยู่ภายใต้โครงสร้างที่พรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ขณะที่นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา กำลังเผชิญแรงกดดันให้ลาออก แม้ว่าเขาจะลงมติคัดค้านข้อตกลงนี้ก็ตาม

 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรง

 

การชัตดาวน์ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายชุด ส่งผลให้นักลงทุนและธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องประเมินเศรษฐกิจโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาว เควิน แฮสเซตต์ ระบุว่า อาจไม่สามารถจัดทำข้อมูลอัตราว่างงานประจำเดือนตุลาคมได้

 

สำนักงานงบประมาณรัฐสภาคาดการณ์ว่า ชัตดาวน์ทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนล่าช้าไปประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์ และทำให้จีดีพีสหรัฐฯ ลดลง 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้หลังเปิดทำการ แต่ยังมีความเสียหายราว 14,000 ล้านดอลลาร์ที่ไม่สามารถกู้คืนได้ ขณะที่สำนักงานส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อมระบุว่า โครงการปล่อยกู้แก่ธุรกิจขนาดเล็กมูลค่า 5.3 พันล้านดอลลาร์ต้องล่าช้าออกไปจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ข่าวล่าสุด

มาแล้ว กกพ.เคาะค่าไฟ พ.ค. - ส.ค. 3.95 บาทต่อหน่วย ช่วยประชาชน