ผลกระทบจากการชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐ ยังต่อเนื่องอย่างน้อย 3 วัน
วันที่ 1 ตุลาคม รัฐบาลสหรัฐ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์อย่างเป็นทางการ หลังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องงบประมาณ คาดหน่วยงานภาครัฐบางส่วนหยุดให้บริการอย่างน้อย 3 วัน
KEY
POINTS
- การชัตดาวน์จะดำเนินต่อไปอย่างน้อยอีก 3 วัน เนื่องจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ปิดสมัยประชุมและจะไม่มีการลงมติใดๆ จนกว่าจะถึงวันศุกร์เป็นอย่างเร็วที่สุด
- สาเหตุหลักของภาวะชะงักงันมาจากการที่พรรคเดโมแครตต้องการขยายเวลามาตรการอุดหนุนภาษีด้านสุขภาพ (ACA) ในร่างกฎหมายงบประมาณ แต่พรรครีพับลิกันไม่เห็นด้วย
- ผลกระทบโดยตรงคือเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางระหว่าง 750,000 ถึง 850,000 คนต้องถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และบุคลากรที่จำเป็นยังคงต้องทำงานโดยไม่ได้รับเงินเดือน
ภาวะชะงักงันทางการเมืองครั้งนี้มีรากฐานมาจากความขัดแย้งเชิงนโยบายที่เดิมพันสูงระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวลึกในวงการเมืองอเมริกัน
ประเด็นขัดแย้งหลัก มาจากข้อเสนอขยายเวลาเครดิตภาษีด้านสุขภาพ (ACA Subsidies) ของพรรคเดโมแครต ที่ต้องการให้ร่างกฎหมายงบประมาณใดๆ ต้องรวมการขยายเวลามาตรการอุดหนุนเครดิตภาษีภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act (ACA) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "โอบามาแคร์" ซึ่งกำลังจะหมดอายุลงในช่วงสิ้นปีนี้
มาตรการดังกล่าวเป็นประโยชน์ชาวอเมริกันกว่า 22 ล้านคน เนื่องจากช่วยลดภาระค่าเบี้ยประกันสุขภาพได้ หากมาตรการอุดหนุนนี้หมดอายุลง คาดว่าค่าเบี้ยประกันสุขภาพโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในปี 2026 จาก 888 ดอลลาร์เป็น 1,906 ดอลลาร์
ในทางกลับกัน พรรครีพับลิกัน นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนกรานที่จะผ่านร่างกฎหมายงบประมาณระยะสั้นแบบ "สะอาด" (clean bill) ซึ่งหมายถึงการจัดสรรเงินทุนตามระดับปัจจุบันโดยไม่มีการพ่วงนโยบายอื่น ๆ โดยเสนอว่าประเด็นด้านสาธารณสุขควรถูกแยกออกไปเจรจาต่างหากในภายหลัง
การไม่ยอมอ่อนข้อของทั้งสองฝ่ายในประเด็นนี้ ได้นำไปสู่ทางตันและเป็นชนวนเหตุโดยตรงของการชัตดาวน์
ทั้งสองฝ่ายต่างใช้สงครามสื่อและการกล่าวโทษกันไปมา (Blame Game) โดยเฉพาะฝ่ายบริหารของทรัมป์ ที่แสดงข้อความทางการเมืองบนเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐบาลหลายหน่วยว่า "กลุ่มฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงในสภาคองเกรสเป็นผู้ทำให้รัฐบาลต้องชัตดาวน์" ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
การหยุดชะงักของหน่วยงานและบริการภาครัฐ
คาดการณ์ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางระหว่าง 750,000 ถึง 850,000 คนต้องถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง (Furlough) สำนักงบประมาณรัฐสภา (CBO) ประเมินว่าค่าตอบแทนรายวันของพนักงานที่ถูกพักงานทั้งหมดคิดเป็นมูลค่าประมาณ 400 ล้านดอลลาร์
แต่สิ่งที่น่ากังวลและแตกต่างจากครั้งก่อน ๆ คือท่าทีของฝ่ายบริหารของทรัมป์และผู้อำนวยการสำนักบริหารและงบประมาณ (OMB) รัสส์ โวห์ต ที่ขู่ว่าจะดำเนินการเลิกจ้างพนักงานอย่างถาวร (reductions in force) ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและความกังวลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนให้กับข้าราชการ
ในขณะเดียวกัน บุคลากรในตำแหน่งที่จำเป็นต่อความปลอดภัยสาธารณะ เช่น เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Controllers) และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยด้านการขนส่ง (TSA) ยังคงต้องทำงานต่อไปโดยไม่ได้รับค่าจ้างจนกว่าการชัตดาวน์จะสิ้นสุด ในทางตรงกันข้าม สมาชิกสภาคองเกรสยังคงได้รับเงินเดือนตามปกติ ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความไม่พอใจในหมู่สาธารณชน
เส้นทางสู่การยุติการชัตดาวน์
แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน แต่แรงกดดันทั้งทางการเมืองและจากภาคประชาชนกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการเจรจาและนำไปสู่การแก้ไขอย่างไรก็ตาม การดำเนินการทางนิติบัญญัติยังคงหยุดนิ่ง วุฒิสภาได้ปิดสมัยประชุมเพื่อเฉลิมฉลองวันยมคิปปูร์ (Yom Kippur) และคาดว่าจะไม่มีการลงมติใด ๆ อีกจนกว่าจะถึงวันศุกร์เป็นอย่างเร็วที่สุด ซึ่งหมายความว่าการชัตดาวน์จะดำเนินต่อไปอย่างน้อย 3 วันอย่างแน่นอน
แม้จะยังไม่มีการเจรจาอย่างเป็นทางการ แต่เริ่มมีสัญญาณของการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเกิดขึ้นในหมู่วุฒิสมาชิกจากทั้งสองพรรค มีซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการหาทางออก
ข้อเสนอเพื่อการประนีประนอมที่เริ่มมีการพูดถึงคือ การขยายเวลาเครดิตภาษี ACA ออกไปเพียง 1 ปี แทนที่จะเป็นการขยายเวลาแบบถาวรตามข้อเรียกร้องเดิมของพรรคเดโมแครต แนวคิดนี้อาจช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถหาจุดร่วมและยุติการชัตดาวน์ได้


