
หั่นเครดิตญี่ปุ่นหนี้ท่วม
เอสแอนด์พีประกาศหั่น1อันดับ ชี้รัฐยังขาดแนวทางแก้ระยะยาว
หั่นเครดิตญี่ปุ่น ปัญหาเดิม “หนี้ท่วม” รัฐขาดทิศทางแก้ไขระยะยาวสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ บริษัทจัดอันดับเครดิตสัญชาติสหรัฐประกาศหั่นอันดับเครดิตการชำระหนี้ระยะยาวของญี่ปุ่นลง 1 อันดับ จาก AA ลงมาอยู่ที่ AA ชี้ญี่ปุ่นยังขาดยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงท่วมหัว โดยระดับหนี้จะยังคงสูงต่อไปอีกหลายปี
ครั้งนี้ถือเป็นหนแรกที่ประเทศสมาชิกกลุ่มประเทศ จี7 ถูกหั่นเครดิตลง นับตั้งแต่อิตาลีที่ถูกลดอันดับเมื่อเดือน ต.ค. 2549 และถือเป็นการส่งสัญญาณถึงปัญหาหนี้ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีภาระหนี้สูงลิ่วนับตั้งแต่ที่แต่ละประเทศได้ทุ่มงบประมาณอย่างหนักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา
“
การดาวน์เกรดครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการคาดการณ์ของเราว่า ระดับหนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งสูงที่สุดอยู่แล้วนั้นจะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าที่เราเคยคาดการณ์เอาไว้เมื่อช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่น และระดับหนี้จะสูงสุดในช่วงกลางทศวรรษ 2020” เอส แอนด์ พี ระบุและว่า รัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งนำโดยพรรคประชาธิปไตยนั้นยังขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและต่อเนื่องที่จะแก้ปัญหาหนี้เอส แอนด์ พี ยังอ้างด้วยว่า ปัญหาภาวะเงินฝืด และการที่สังคมญี่ปุ่นได้เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุที่รัฐบาลจะมีภาระหนักต่อการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญนั้น จะยิ่งทำให้ปัญหาหนี้ใกล้จุดอันตรายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการที่ญี่ปุ่นถูกลดอันดับในครั้งนี้ จะทำให้มูลค่าการกู้ยืมของญี่ปุ่นในตลาดต่างประเทศจะมีราคาสูงขึ้น แต่กระนั้นหนี้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลญี่ปุ่นจะอยู่ในมือนักลงทุนภายในประเทศมากกว่า
ด้านค่าเงินเยนได้อ่อนค่าลงในทันทีเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ โดยลงมาอยู่ที่ 83.20 เยนต่อเหรียญ จากที่ 82.12 เยนต่อเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นถือว่าเป็นประเทศในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหนักที่มีระดับหนี้สาธารณะสูงที่สุดอยู่ที่ราว 200% ของผลผลิตมวลรวมประชา ชาติอันเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากที่รัฐบาลได้ปั๊มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินฝืดที่เรื้อรังติดต่อกันมานานหลายปี
ขณะที่นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง แห่งญี่ปุ่นได้ตั้งเป้าที่ผ่านมาว่าจะบริหารให้งบประมาณของรัฐเข้าสู่แดนบวกให้ได้ภายในปีงบประมาณ 2563 ผ่านมาตรการเพิ่มภาษีผู้บริโภค แต่เอส แอนด์ พี เห็นว่าแผนการดังกล่าวจะไม่สำเร็จ ถ้าหากรัฐบาลญี่ปุ่นยังขาดการใช้นโยบายสร้างความแข็งแกร่งให้กับงบประมาณก่อนหน้าปี 2563 นี้







