
ไปสหรัฐ
เรียกได้ว่าผ่านปีใหม่มาไม่ทันไร สหรัฐก็ตื่นตระหนกกับสถานการณ์ก่อการร้ายอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เป็นความล้มเหลวของระบบข่าวกรองของตัวเองที่ไม่สามารถกระจายข่าวออกไป ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าผู้ก่อการร้ายเตรียมขึ้นเครื่องหวังระเบิดเครื่องบินของมะกัน จากกรณีผู้ก่อการร้ายชาวไนจีเรียขึ้นเครื่องบินของสายการบินนอร์ทเวสต์จากเนเธอร์แลนด์ เตรียมจะระเบิดทิ้งขณะใกล้ลงจอดที่สนามบินในดีทรอยต์ สหรัฐ
เรียกได้ว่าผ่านปีใหม่มาไม่ทันไร สหรัฐก็ตื่นตระหนกกับสถานการณ์ก่อการร้ายอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เป็นความล้มเหลวของระบบข่าวกรองของตัวเองที่ไม่สามารถกระจายข่าวออกไป ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าผู้ก่อการร้ายเตรียมขึ้นเครื่องหวังระเบิดเครื่องบินของมะกัน จากกรณีผู้ก่อการร้ายชาวไนจีเรียขึ้นเครื่องบินของสายการบินนอร์ทเวสต์จากเนเธอร์แลนด์ เตรียมจะระเบิดทิ้งขณะใกล้ลงจอดที่สนามบินในดีทรอยต์ สหรัฐ
แต่แล้วในที่สุด ก็ดูเหมือนว่าผู้ที่รับเคราะห์รับกรรม ก็จะต้องเป็นผู้โดยสารที่จะไปสหรัฐเหมือนเดิม เมื่อจะเริ่มมีการนำเครื่องระบบสแกนร่างกายผู้โดยสารแบบเห็นถึงพรึกถึงขิง ให้เห็นกันชัดๆ ว่าไม่มีอะไรซุกอยู่แน่นอน
หลายคนบอกว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้โดยสาร เพราะภาพที่ปรากฏออกมานั้นดูจะโป๊เปลือยเกินไป แต่เพื่อความปลอดภัยของชาวสหรัฐอย่างที่นาย บารัก โอบามา ว่าเอาไว้ ใครอยากจะไปอเมริกาก็ต้องยอมจำทน เหมือนที่ผ่านๆ มานั่นแหละครับ..!
แต่จะว่าไป ถามว่าระบบการรักษาความปลอดภัย การตรวจคนตามสนามบินนั้นเคร่งครัดกันจริงหรือไม่ ทั้งที่ปัจจุบัน กว่าจะผ่านด่านตรวจไปได้ ผู้โดยสารแต่ละคนก็แทบจะต้องเปลื้องผ้า ถูกคลำ กันจนหน้าแดงอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสนามบินยุโรป แต่แล้วก็ยังมีพ่อหนุ่มไนจีเรียขนอุปกรณ์ผลิตระเบิดฝ่าด่านไปได้
เป็นปัญหาที่อุปกรณ์ หรือเป็นปัญหาการทำงานของเจ้าหน้าที่กันแน่ ก็เป็นเรื่องน่าคิดครับ
โดยประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อราวๆ 5 ปีก่อน สมัยที่สุวรรณภูมิยังไม่เปิดใช้ ในครั้งนั้นผมเดินทางไปยังสิงคโปร์ ผ่านการตรวจที่สนามบินนานาชาติกรุงเทพฯ หรือดอนเมือง ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่เที่ยวกลับ ผมไม่ผ่านการตรวจ เพราะในกระเป๋าถือที่ติดตัวไปตลอดนั้นตรวจพบอะไรบางอย่าง
เจ้าหน้าที่สิงคโปร์ทำหน้าตกอกตกใจมาก ที่ค้นออกมาแล้วมันคือมีดคัตเตอร์ ซึ่งผมซื้อและลืมเอาไว้ในกระเป๋าทิ้งเอาไว้เสียนานแล้ว สิงคโปร์ตรวจเจอ แต่ที่ไทยขาไปกลับตรวจไม่เจอ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นก็ใช้เครื่องสแกนกระเป๋าแบบเดียวกัน
อย่างที่บอกปัญหาบางที่ไม่ใช่อยู่ที่ระบบ หรือเทคโนโลยีที่ใช้ แต่อยู่ที่คนควบคุมระบบและเทคโนโลยีเหล่านั้นมากกว่า
กรณีเหตุพยายามก่อการร้ายล่าสุด ที่ผู้ก่อการร้ายพยายามระเบิดเครื่องบินสหรัฐนั้น จากการสอบสวนก็พบว่าเจ้าหน้าที่ด้านข่าวกรองของสหรัฐก็ได้รับคำเตือนมาชัดๆ จากพ่อผู้ก่อการร้ายเองว่าลูกชายของเขาเป็นพวกหัวรุนแรง และกำลังจะขึ้นเครื่องบินของสหรัฐ และลูกชายของเขาก็มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้ต้องสงสัยของสหรัฐอยู่แล้ว แต่ระบบงานข่าวกรองกลับไม่กระจายข่าว ไม่แจ้งข้อมูลออกไป จนในที่สุด พ่อหนุ่มไนจีเรียวัย 23 ปี ก็ผ่านขึ้นเครื่องบินมาได้
นี่แหละครับ คือเหตุผลว่าทำไม นายบารัก โอบามา ถึงอารมณ์บ่จอยกันตั้งแต่ต้นปีทีเดียว และออกมาสั่งการให้คุมเข้มระดับความปลอดภัยทั่วประเทศ อย่างว่า เห็นใจก็เห็นใจครับ สหรัฐเป็นเจ้าของบ้าน ที่จะมีคนพยายามถือปืน ถือระเบิดเข้าไปก่อเหตุร้ายอยู่เรื่อยๆ
ส่วนผู้โดยสารที่จะเดินทางไปสหรัฐก็อาจจะต้องแลกด้วยการถูกละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวไปกับเครื่องสแกนร่างกายแบบทะลุปรุโปร่งอย่างที่ว่า ถ้าแลกไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปกัน สหรัฐ







