
อึมครึม
สถานการณ์ตลาดทุนโลกย่างเข้าเดือนสุดท้ายของปี 2553 เริ่มออกอาการปั่นป่วนจากวิกฤตหนี้ยุโรปที่กลับมาอีกครั้ง ยังดีที่เศรษฐกิจฝั่งเอเชียมีฐานที่แข็งแกร่ง ขณะที่สหรัฐก็เริ่มมีแรงซื้อของประชาชนที่ดีดตัวดีขึ้น จึงประคองไม่ให้ทิศทางตลาดทุนก่อนสิ้นปีผันผวนไปมากนัก
สถานการณ์ตลาดทุนโลกย่างเข้าเดือนสุดท้ายของปี 2553 เริ่มออกอาการปั่นป่วนจากวิกฤตหนี้ยุโรปที่กลับมาอีกครั้ง ยังดีที่เศรษฐกิจฝั่งเอเชียมีฐานที่แข็งแกร่ง ขณะที่สหรัฐก็เริ่มมีแรงซื้อของประชาชนที่ดีดตัวดีขึ้น จึงประคองไม่ให้ทิศทางตลาดทุนก่อนสิ้นปีผันผวนไปมากนัก
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
สถานการณ์ตลาดทุนโลกย่างเข้าเดือนสุดท้ายของปี 2553 เริ่มออกอาการปั่นป่วนจากวิกฤตหนี้ยุโรปที่กลับมาอีกครั้ง ยังดีที่เศรษฐกิจฝั่งเอเชียมีฐานที่แข็งแกร่ง ขณะที่สหรัฐก็เริ่มมีแรงซื้อของประชาชนที่ดีดตัวดีขึ้น จึงประคองไม่ให้ทิศทางตลาดทุนก่อนสิ้นปีผันผวนไปมากนัก
แต่ก็พอจะส่งสัญญาณให้เห็นถึงทิศทางในปีหน้าได้คร่าวๆ แล้วว่าอาจไม่สดใสมากนัก หรือจีดีพีไม่เพิ่มขึ้นอย่างทะลุทะลวงเหมือนในปีนี้
เผลอๆ อาจเป็นอีกปีที่อึมครึมก็เป็นได้
เพราะมีปัจจัยลบต่อเนื่องมาจากปี 2553 ที่ยังแก้ไม่ตกกันหลายต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะ 3เสาหลักเศรษฐกิจโลก ยุโรปยังคลี่คลายวิกฤตหนี้ไม่จบ ส่วนเศรษฐกิจในสหรัฐก็ยังทรงๆ อยู่ ขณะที่จีนก็ยังต้องเร่งคุมภาวะเงินเฟ้อ และความเสี่ยงฟองสบู่สินทรัพย์
โดยเฉพาะยุโรปช่วงนี้ยิ่งมีข่าวออกมากระตุ้นความกังวลได้เกือบทุกวัน ทั้งที่ยุโรปและไอเอ็มเอฟปล่อยเงินกู้ล็อตใหญ่ออกมาช่วยไอร์แลนด์ไปแล้ว แต่นักลงทุนก็มองว่าปัญหาอาจลามจนคุมไม่อยู่ จนดันให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรสเปนพุ่งสูงขึ้นทุบสถิติในรอบหลายปีตามความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย
ล่าสุดแว่วๆ มาว่าโปรตุเกสอาจถูกสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ปรับลดอันดับเครดิตลงจากปัจจุบันที่A เพราะไม่มั่นใจเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ที่ยั่งยืน ขณะที่ความพยายามตัดลดงบประมาณขาดดุลก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า และมีแนวโน้มสูงว่าโปรตุเกสอาจกลายเป็นกรีซ 3 ที่ต้องยื่นมือขอเงินกู้จากภายนอกตามมาจากกรีซ และไอร์แลนด์
เรียกว่าตราบใดที่ยุโรปไม่มีทางออกแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ก็ยังไม่น่าวางใจ
แต่นอกเหนือจากนั้น ที่น่าสนใจก็คือผลกระทบที่โดนกันไปทั่ว ไม่ใช่แค่ตลาดหุ้นหรือตลาดบอนด์ของพวกนักลงทุน แต่ยังรวมถึงตลาดจริงของภาคการผลิต การซื้อขาย การท่องเที่ยว และการบริการ
เดิมที่แรงซื้อจากสหรัฐหดตัวลงอยู่แล้วในปีนี้ จากพิษเศรษฐกิจต่อเนื่องที่ทำให้อัตราการว่างงานพุ่งสูง ในปีหน้าแรงซื้อจากยุโรปก็จะยิ่งน้อยลงอีก จากมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลชาติยุโรปทั้งหลาย อาทิ การลดเงินเดือนหรือค่าจ้างข้าราชการ หรือถ้าแย่กว่านั้นก็คือการขึ้นภาษี
นอกจากชาวยุโรปจะซื้อสินค้าเมดอินเอเชีย หรือเมดอินที่ไหนๆ น้อยลงแล้ว การท่องเที่ยวก็เป็นภาคสำคัญที่ถูกกระทบไปด้วย
รัฐบาลในเอเชียต่างเตรียมรับมือแล้ว เห็นได้จากคาดการณ์เศรษฐกิจปีหน้าที่ลดลงฮวบฮาบจากปีนี้
แต่ประชาชนอย่างเราๆ ทำใจเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง







