posttoday
การเลือกถิ่นฐานใหม่ของนักลงทุนจีน 2

การเลือกถิ่นฐานใหม่ของนักลงทุนจีน 2

06 กรกฎาคม 2562

ครั้งที่ผ่านมาได้เล่าถึงปัจจัยต่างๆที่ทำให้นังลงทุนจีนเขาคิดที่จะย้ายถิ่นฐานออกมา ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ไม่น่าแปลกใจหรอกครับ เพราะนักลงทุนทุกคน มักจะมองไปที่เรื่อง “ต้นทุนต่ำ กำไรสูง”

โดย กริช อึ้งวิทูรสถิตย์

ครั้งที่ผ่านมาได้เล่าถึงปัจจัยต่างๆที่ทำให้นักลงทุนจีนเขาคิดที่จะย้ายถิ่นฐานออกมา ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ไม่น่าแปลกใจหรอกครับ เพราะนักลงทุนทุกคน มักจะมองไปที่เรื่อง “ต้นทุนต่ำ กำไรสูง” (Maximize Profit Minimize costs) ด้วยกันทุกคน เมื่อต้นทุนในการทำธุรกิจสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยอะไรที่ทำให้สูงขึ้น เขาก็ต้องดิ้นรนไปหาที่ลงทุนอื่นๆต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน การเดินทางไปมาหาสู่กันสะดวกขึ้นกว่าอดีตเยอะ

อีกทั้งโลกได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การตัดสินใจจะย้ายถิ่นฐานง่ายขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว ไม่เหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา ในรุ่นเก่าการย้ายถิ่นฐานเท่ากับว่า โอกาสที่จะกลับมาพบหน้าพบตากับญาติสนิทมิตรสหาย แทบจะเท่ากับศูนย์ เพราะกว่าพวกท่านเล่านั้น จะดั้นด้นมาแสวงหาถิ่นที่อยู่ใหม่ ต้องนั่งเรือสำเภาข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นเดือนๆ

ดังนั้นเขาจึงต้องใช้ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยวอย่างมากจริงๆ คุณแม่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า กว่าท่านจะตัดสินใจย้ายถิ่มมาเมืองไทยได้ ท่านต้องฝ่าด่านญาติพี่น้องมาอย่างแสนสาหัส น้ำตานองหน้าเป็นเดือนๆ เมื่อมาอยู่ที่เมืองไทยแล้ว กว่าจะได้กลับไปพบหน้าญาติสนิทมิตรสหายได้ ก็ลูกๆหรือพี่น้องผมโตมากแล้ว ไม่เหมือนสมัยนี้ วันนี้อยากกลับเมืองจีน ก็สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินบินกลับได้เลย

อ้าว ผมพาออกทะเลอีกแล้ว กลับมาที่เรื่องของเราครับ ปัจจัยที่ผมเล่ามาสองปัจจัย ผมอยากจะเล่าเพิ่มอีกหนึ่งปัจจัยที่เขานำมาเป็นเหตุให้เลือก คือ ปัจจัยทางด้านกฏหมายครับซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เริ่มจากกฎหมายการค้าและการลงทุน นี่ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้จริงๆ เพราะผลประโยชน์ของการลงทุนจากต่างประเทศเยอะมาก และแต่ละประเทศจะไม่เหมือนกัน ไม่มีกติกาสากลเลย อยู่ที่ว่าแต่ละประเทศมีความต้องการพัฒนาประเทศไปในทิศทางไหน และมีความต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน

อีกทั้งปัจจัยของเทคโนโลยี่ที่ติดมากับการลงทุนจากต่างประเทศที่เขาต้องการก็ไม่เท่าเทียมกัน หากจะเปรียบเทียบตัวอย่างประเทศในภูมิภาค CLMVT เราก็สามารถเทียบได้จากการพัฒนาประเทศได้ เช่นไทยเรา เรื่องเทคโนโลยี่ที่เราต้องการก็ไม่เหมือนเวียดนาม ไม่เหมือนกัมพูชา ลาวหรือเมียนมา เพราะเราได้เดินมาไกลแล้ว

เราเริ่มพัฒนาประเทศในยุคปี 1960 เขาเพิ่งจะเริ่มการพัฒนาประเทศไม่นาน เวียดนามเริ่มพัฒนาประเทศในยุค 1985-1988 ในขณะที่ลาว กัมพูชาเริ่มเปิดประเทศยุคปลายทศวรรษที่ 19 ดังนั้นความเหลื่อมล้ำยังมีให้เห็นครับ ดังนั้นกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของทั้งภูมิภาคนี้จึงมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

นอกจากกฎหมายการค้าการลงทุนแล้ว ยังมีกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง กฎหมายแพ่งและอาญา กฎหมายที่ดิน กฎหมายลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า กฏหมายภาษีและสรรพกร กฎระเบียบศุลกากร เป็นต้น สิ่งเหล่านี้นักลงทุนจากต่างประเทศก่อนที่เขาจะมาลงทุน เขาตรวจสอบดูหมดเลยครับ หากเราจะยกตัวอย่างเช่น กฎหมายการค้าและการลงทุนในภูมิภาคนี้ จะเห็นว่าการค้าการลงทุนในไทยเราค่อนข้างจะสมบูรณ์ที่สุด แต่ที่ไหนมีจุดแข็งก็ต้องมีจุดอ่อน

ในขณะที่เราอยู่บ้านเรา เราเคยชินจึงไม่ค่อยได้ไปเปรียบเทียบกับชาวประเทศเพื่อนบ้านเขา จึงไม่ทราบได้ ที่ผมสังเกตุเห็นง่ายๆ คือ การค้าปลีกและค้าส่ง ที่ไทยเราเปิดกว้างมาก จะเห็นห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างชาติเข้ามาครองพื้นที่ในประเทศไทยเราเยอะมาก โดยให้ขึ้นอยู่กับ Demand Supply ตามธรรมชาติ

ในขณะที่เวียดนามเพิ่งเปิดให้เข้ามาได้ไม่นาน ประมาณยี่สิบกว่าปีนี่เอง ซึ่งกว่ากฎหมายดังกล่าวจะประกาศใช้ เราก็รอกันจนหัวโต พอประกาศออกใช้ก็ยังกำหนดขีดจำกัดมากมาย ในขณะที่ประเทศไทยเราค่อนข้างจะอิสระ หรือที่ประเทศเมียนมา ก็เพิ่งประกาศใช้เมื่อปีที่ผ่านมานี่เองครับ

อีกทั้งขีดจำกัดเยอะมาก ทั้งการใช้พื้นที่ ที่ตั้งทำเลและจำนวนเงินทุนจดทะเบียน เขาไม่ปล่อยให้ทำง่ายๆตามใจฉันหรอกครับ เพราะเขาคำนึงถึงความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ประกอบการในประเทศเป็นหลัก เพราะถ้าขืนปล่อยง่ายๆหรือเปิดแบบโล่งโจ่ง ผู้ประกอบการในประเทศจะเอาอะไรไปสู้ยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศได้ ทั้งเงินทุน กำลังคน เทคโนโลยี่ หมดทางสู้จริงๆครับ ผู้ประกอบการในประเทศตายเรียบแน่นอน

กฏหมายลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าก็เช่นกัน ช่วงที่เปิดประเทศเวียดนามใหม่ๆ กฏหมายดังกล่าวยังอ่อนมากๆ การปลอมแปลงสินค้าหรือการลอกเลียนแบบสินค้าจนทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน มีมากจริงๆ ในยุคนั้นผมเอากระทิงแดงเข้าไปขายที่ตลาดเวียดนาม พอเริ่มติดตลาดสินค้าปลอมแปลงและสินค้าเลียนแบบเพียบเลยครับ

ผมต้องคอยสอดส่องและแจ้งให้ทางบริษัททราบ จนเราดูเหมือนเป็นเด็กขี้ฟ้องไปเลย แล้วพอวิ่งไล่จับเขา อันตรายเข้าหาตัวเราก็เยอะมาก จำได้ว่าไปกับคุณมงคล บัณฑรรุ่งโรจน์ ที่เป็นหุ้นส่วนกัน ไปไล่จับถึงเมืองแหง่อัน หนีกันกระเจิงเลยครับ บางรายที่เราไล่จับ เจรจาขอให้หยุดดำเนินการ บางรายต้องฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลก็มีครับ เรียกว่าประเทศเหล่านี้อะไรก็เกิดขึ้นได้และพบเจอกันเป็นประจำจนชินเลยครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน