posttoday
การเลือกถิ่นฐานใหม่ของนักลงทุนจีน

การเลือกถิ่นฐานใหม่ของนักลงทุนจีน

29 มิถุนายน 2562

คมลัมน์ ขุมทรัพย์ชายแดนไทย

คมลัมน์ ขุมทรัพย์ชายแดนไทย

โดย กริช อึ้งวิทูรสถิตย์

สองตอนที่ผ่านมา ผมได้ให้มุมมองของนักลงทุนชาวจีน ที่มองประเทศเพื่อนบ้านของนักลงทุนจีน แล้วก็มีคำถามเข้ามาว่า แล้วเขาจะใช้หลักเกณฑ์อะไรอย่างไรในการเลือกไปลงทุนในประเทศไหนละ ผมต้องบอกตรงๆนะครับว่า แต่ละคนก็มีหลักเกณฑ์ที่ไม่เหมือนกัน ผมได้พูดคุยกับเพื่อนๆที่เป็นนักลงทุนชาวจีน เพื่อนแต่ละคนก็ให้เหตุผลที่ต่างกันออกไป ผมเองก็มึนตรึบไปเหมือนกัน แต่เมื่อท่านอยากทราบ ผมก็จะพยายามรวบรวมมาให้อ่านเล่นๆ อย่าซีเรียสเอาว่าเป็นความเห็นส่วนตัวที่ไม่ได้ผ่านการทำการสำรวจที่เป็นเรื่องเป็นราวความเห็นส่วนตัวแล้วกันครับ

ปัจจัยหรือสิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญก่อนที่จะไปลงทุนที่ประเทศใดก็ตาม มักจะมองถึง ค่าที่ดิน แรงงาน กฏหมายต่างๆ ความปลอดภัยในทรัพย์สินและตนเอง วัตถุดิบที่จะใช้ในการลงทุน การคมนาคมทั้งภายในและภายนอกประเทศ ฯลฯ ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย แล้วแต่ใครจะให้ความสำคัญอะไรมากน้อยแค่ไหน

ทีนี้เรามาดูกันทีละเรื่องทีละปัจจัยนะครับ เรื่องแรกคือเรื่องที่ดิน ในประเทศไทยเรานั้น การจดแจ้งบริษัทใหม่ในประเทศที่ถือครองโดยชาวต่างชาติ ทางการเราอนุญาตให้นักลงทุนที่มีสัญชาติอื่นหรือชาวต่างชาติถือครองได้ 49% ในการจดทะเบียนกันที่กระทรวงพานิชย์ แต่เวลาการซื้อหาที่ดินมาใช้ในการดำเนินกิจการ หากมีผู้ถือหุ้นที่เป็นต่างชาติเกินกว่า 35% เวลาไปจดทะเบียนซื้อ-ขายที่ดิน ท่านจะต้องโดนเรียกตัวให้แสดงตัว และสอบสวนอย่างมากมายจากเจ้าหน้าที่ที่ดินครับ ผมเองเคยมีประสบการณ์มาแล้วครับ เพราะในอดีตบริษัทผมมีหุ้นส่วน 3 คน คนต่างชาติถือครอง 40% และคุณพุฒิพันธ์ ถือคนละ 30% ตอนนั้นเราจะซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ตั้งบริษัทฯ กว่าจะผ่านด่านเจ้าหน้าที่ที่ดินมาได้ ก็แทบแย่ครับ

ในขณะที่ประเทศคู่แข่งที่อยู่ในภูมิภาคนี้ แม้เขาไม่สามารถถือครองตลอดกาลได้ แต่เขาก็สามารถทำเช่าระยะยาว 50,70,90 ปี เป็นต้นครับ ส่วนการเช่าระยะยาวสำหรับที่ประเทศไทยเรา ตามกฏหมายเช่า-ซื้อหมวดเช่าทรัพย์ของประมวลกฏหมายแพ่งและพานิชย์ของไทย มาตราที่ 540 ได้บัญญัติไว้ว่า “อันอสังหาริมทรัพย์ ท่านห้ามมิให้เช่ากันเป็นกำหนดเวลาเกินกว่าสามสิบปี ถ้าได้ทำสัญญากันใว้เป็นกำหนดเวลานานกว่านั้น ท่านก็ให้ลดลงมาเป็นสามสิบปี”

ดังนั้นของเราหากเช่าระยะยาว เราก็เสียเปรียบชาติต่างๆในภูมิภาคครับ แต่เปรียบเทียบราคาค่างวดของเราถ้าเทียบกับต่างประเทศในภูมิภาคนี้ เราอาจจะได้เปรียบเขาครับ เพราะปัจจุบันนี้ ราคาที่ดินสำหรับอุตสาหกรรม ที่แพงที่สุดคือเมียนมา รองลงมาก็เวียดนาม กัมพูชา ล้วนแพงกว่าเรามาก ซึ่งหลายๆท่านที่ได้ติดตามอ่านบทความผมมา จะทราบดีว่าทำไมที่ดินที่เมียนมาจึงแพง

ส่วนที่เวียดนามและกัมพูชาผมจะนำมาเขียนเล่าถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ราคาที่ดินแพงอีกครั้งในตอนต่อๆไปนะครับ มาดูที่ดินที่ลาวต่อ ที่ดินที่ลาวกับไทยเราราคาไม่ต่างกันมากนักสำหรับที่ดินอุตสาหกรรม แต่ราคาที่ดินสำหรับดำเนินกิจการหรือในเมืองที่ไทยอาจจะแพงกว่า โดยรวมก็ถือว่าสูสีกัน แต่ถ้าเทียบด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เราได้เปรียบอย่างสิ้นเชิงครับ

ปัจจัยถัดมาคือแรงงาน ผมต้องบอกว่าเราเสียเปรียบทุกๆประเทศในภูมิภาคครับ ของเราปีนี้ปาเข้าไปสามร้อยกว่าใกล้ๆสามร้อยหกสิบบาทแล้วครับ ซึ่งตั้งแต่ยุคของรัฐบาลเพื่อไทยที่นำเอาค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ 300 บาทมาใช้ ตั้งแต่นั้นมาก็ขยับมาเรื่อยๆ จนกระทั้งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ทราบว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาจะปรับขึ้นไปถึงกี่บาท เพราะเห็นตอนหาเสียงที่ผ่านมา ก็ประกาศว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไปอีกทุกๆพรรคก็ว่าได้ ผมต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดนะครับ แต่เห็นการหาเสียงแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ครับ

เรามาดูค่าแรงในประเทศต่างๆภายในภูมิภาคอาเชียนของเราดูนะครับ โดยเรียงตามค่าแรงต่ำไปหาสูง ที่ประเทศเมียนมา 90 บาทต่อวัน อินโดนีเซีย 99-271 บาทต่อวัน เนื่องจากแต่ละรัฐอาจจะห่างไกลกันมาก เพราะเป็นประเทศที่มีเกาะเยอะ ค่าแรงจะจึงแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ประเทศสปป.ลาว 125 บาทต่อวัน ประเทศกัมพูชา 162 บาทต่อวัน ประเทศเวียดนาม 156-173 บาทต่อวันค่าแรงแต่ละเขตแต่ละเมืองแตกต่างกันออกไป ประเทศฟิลิปปินส์ 197-341 บาทต่อวันเช่นกันครับ ประเทศฟิลิปปินส์ ก็คล้ายๆกับประเทศอินโดนีเซีย ส่วนของเราเฮ้อ........เป็นเจ้าข้าวเจ้าของกิจการนี่ลำบากจังเลยนะครับ

อาทิตย์หน้าเรามาวิเคราะห์ปัจจัยอื่นๆที่เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศนั้นๆกันนะครับ โปรดติดตามอ่านครับ

 

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก