ผู้ถือหุ้นยังต้องยอม ไม่มีใครโค่นอำนาจซักเคอร์เบิร์กในเฟซบุ๊คได้
ที่สุดแล้ว มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก คือผู้กุมอำนาจแต่เพียงผู้เดียวของเฟซบุ๊ค
การประชุมผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุดของเฟซบุ๊คที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง รอดพ้นจากการถูกผู้ถือหุ้นถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานบอร์ดบริษัท แม้ว่าซักเคอร์เบิร์กจะไม่สามารถแก้ปัญหาข้อมูลผู้ใช้เฟซบุ๊ครั่วไหลและถูกใช้เป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวปลอมได้
เมื่อปีที่แล้วบรรดาผู้ถือหุ้นของเฟซบุ๊ค ไม่ว่าจะเป็นบริษัท Trillium Asset Management และเจ้าหน้าที่รัฐในหลายรัฐที่มีหน้าที่จัดการกองทุนสาธารณะที่ลงทุนในเฟซบุ๊ค ได้แก่ รัฐโรดไอส์แลนด์ อิลลินอยส์ เพนซิลเวเนีย และกรมบัญชีกลางประจำนิวยอร์ก ร่วมกันจัดทำข้อเสนอของผู้ถือหุ้นเรียกร้องให้บอร์ดบริหารปลดซักเคอร์เบิร์กจากตำแหน่งประธานบอร์ด เนื่องจากผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊คมีสิทธิ์และอำนาจในการตัดสินใจภายในบริษัทมากเกินไป
นอกจากนี้ ยังอ้างถึงปัญหาต่างๆ ที่ซักเคอร์เบิร์กไม่สามารถจัดการได้ นับตั้งแต่ที่มีบัญชีผู้ใช้จากรัสเซียใช้เฟซบุ๊คเป็นช่องทางในการเผยแพร่ข่าวลวงเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐเมื่อปี 2016 หรือการปล่อยให้บริษัทที่ปรึกษา เคมบริดจ์ แอนาลิติกา ในอังกฤษเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้กว่า 87 ล้านคนโดยไม่ได้รับอนุญาต จนถูกสอบสวนกลางสภา
แต่การเรียกร้องเหล่านั้นดูเหมือนเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น และไม่สามารถทำอะไรซักเคอร์เบิร์กได้เลย นอกเสียจากว่าตัวซักเคอร์เบิร์กเองจะยอมโหวตลดอำนาจของตัวเอง (ซึ่งเจ้าตัวคงไม่ทำแน่นอน) เนื่องจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นของเฟซบุ๊คทำให้แท้จริงแล้วอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของบริษัทตกอยู่ในมือของซักเคอร์เบิร์กแต่เพียงผู้เดียว
โดยปกติผู้ถือหุ้นในบริษัทมหาชนจะได้สิทธิ์ต่างๆ ในการนำเงินมาลงทุน รวมไปถึงสิทธิ์ในการโหวตในวาระสำคัญขององค์กร เช่น การเลือกบอร์ดบริหาร การควบรวมบริษัท การกำหนดค่าตอบแทนผู้บริหาร ส่วนใหญ่แล้ว1 หุ้นจะมีสิทธิ์ 1 เสียง แต่ก็ไม่เสมอไปเช่นกรณีของเฟซบุ๊ค ที่ใช้โครงสร้างการแบ่งหุ้นเป็น 2 ประเภท คือหุ้นระดับ A คือหุ้นของนักลงทุนทั่วไปในตลาดหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียงตามปกติ กับหุ้นระดับ B คือหุ้นอภิสิทธิ์สำหรับผู้ถือหุ้นรุ่นก่อตั้งบริษัท ซึ่งอยู่ในมือของซักเคอร์เบิร์กและกลุ่มคนภายในกลุ่มเล็กๆ หุ้นนี้ 1 หุ้น มีสิทธิ์ออกเสียง 10 เสียง
จากการประเมินของสำนักข่าว CNBC ที่นำเสนอข่าวตลาดหุ้นทั่วโลก ผู้ถือหุ้นระดับ B ของเฟซบุ๊คครอบครองหุ้นที่มีสิทธิ์ออกเสียง 70% โดยซักเคอร์เบิร์กเป็นเจ้าของหุ้นกลุ่มนี้อยู่ถึง 60% ดังนั้นไม่ว่าผู้ถือหุ้นจะออกเสียงว่าอย่างไร สุดท้ายซักเคอร์เบิร์กและผู้ถือหุ้นระดับ B จะเป็นผู้ชี้ขาด จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดการประชุมผู้ถือหุ้นของเฟซบุ๊คครั้งล่าสุดนี้ ซักเคอร์เบิร์กจึงรอดจากการถอดถอนมาได้
อีกหนึ่งข้อเสนอของการประชุมครั้งนี้คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของเฟซบุ๊คทั้งหมด เพื่อให้แต่ละคนมีสิทธิ์ในการออกเสียงเท่ากันและขจัดอำนาจที่ล้นเหลือของซักเคอร์เบิร์ก จูลี กู๊ดริดจ์ ซีอีโอของ NorthStar Asset Management ที่ลงทุนในเฟซบุ๊ค เสนอข้อเสนอนี้ต่อบอร์ดบริหารติดต่อกันมาแล้วถึง 5 ครั้งรวมทั้งในปีนี้ และทุกครั้งก็ไม่สำเร็จ
ซักเคอร์เบิร์กอาจจะไม่ใช่ตัวปัญหาของเฟซบุ๊ค แต่ก็ไม่ใช่ทางแก้ของเฟซบุ๊คเช่นกัน
ภายใต้การกุมบังเหียนของซักเคอร์เบิร์ก เฟซบุ๊คตกอยู่ในวังวนของความผิดพลาด มีบุคคลภายนอกพบเห็นความผิดพลาดนั้น แล้วเฟซบุ๊คก็แถลงขอโทษ เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ก่อตั้ง และผู้บริหารชุดปัจจุบันก็ไม่สามารถดึงเฟซบุ๊คขึ้นจากวังวนเหล่านี้ได้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเฟซบุ๊คยังต้องไล่ลบบัญชีปลอมไปแล้วราว 2,200 ล้านบัญชีในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ทั้งยังไม่ยอมลบคลิปวิดีโอที่ตัดต่อให้ แนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ดูคล้ายคนเมาหรืออายุมากแล้วจนเสียงสั่นๆ แม้จะทราบดีว่าคลิปดังกล่าวเป็นของปลอม
ชาร์ลส์ เอลสัน ประธานศูนย์ไวน์เบิร์กเพื่อการกำกับดูแลกิจการที่ดีของมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ เผยว่า โครงสร้างของเฟซบุ๊คทำให้เกิดวัฒนธรรมการไร้ความรับผิดชอบที่นำไปสู่ปัญหาในท้ายที่สุด ขณะที่ อเล็กซ์ สตามอส อดีตประธานเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยองค์กรของเฟซบุ๊ค มองว่า ซักเคอร์เบิร์กมีอำนาจในมือมากเกินไป และผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊คจำเป็นต้องแบ่งอำนาจส่วนหนึ่งให้คนอื่นบ้าง “เขาน่าจะจ้างซีอีโอที่สามารถเข้ามาช่วยส่งสัญญาณกับทั้งคนภายในและภายนอกว่าวัฒนธรรมของเฟซบุ๊คเปลี่ยนไปแล้ว”


