ไทยจะไปต่อหรือจะหยุด สหรัฐขู่พันธมิตรในอาเซียนเลิกใช้หัวเว่ย
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกดดันโดยไม่เอ่ยชื่อ แต่สื่อต่างชาติตีความว่าหมายถึงไทยกับฟิลิปปินส์
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ มีข่าวสำคัญข่าวหนึ่งที่สื่อในไทยมองข้าม คือความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงทางไซเบอร์ของสหรัฐ ที่ขู่ว่าสหรัฐจะประเมินความเสี่ยงในการแบ่งปันข้อมูลกับประเทศพันธมิตรที่ใชอุปกรณ์ที่ผลิตโดยหัวเว่ยของจีน
โรเบิร์ต สเตรเยอร์ รองผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายไซเบอร์, การสื่อสารระหว่างประเทศ และนโยบายข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของสหรัฐที่จะต้องเข้ามาจัดการกับหัวเว่ย หรือบริษัทไม่น่าเชื่อถือรายอื่นๆ ที่เป็นความเสี่ยงต่อเครือข่าย 5G
สเตรเยอร์ กล่าวว่า “หากประเทศอื่นแทรกแซง (สหรัฐ) และปล่อยให้บริษัทที่ไม่น่าไว้วางใจมาเป็นผู้วางรากฐานและให้บริการเครือข่าย 5G เราก็จะต้องประเมินความสามารถในการแบ่งปันข้อมูล และการเชื่อมต่อเครือข่ายกับพวกเขาอย่างที่ทำกันอยู่ทุกนี้”
เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายนี้ยังอ้างว่า สหรัฐไม่เห็นความแตกต่างใดๆ ระหว่างอุปกรณ์หลักและอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ส่วนหลักของเครือข่าย 5G ของหัวเว่ย ซึ่งกำลังเป็นประเด็นเรื่องความมั่นคงอยู่ในขณะนี้ หมายความว่าไม่ว่ามหามิตรของสหรัฐจะใช้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือธรรมดาๆ ของหัวเว่ย หรือจะใช้บริการ 5G ก็ตาม สหรัฐก็จะมองว่าเป็นพวกที่คบไม่ได้ทั้งสิ้น
แม้ว่า สเตรเยอร์จะไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศไหนออกมาตรงๆ แต่ South China Morning Post ชี้ว่า มหามิตรของสหรัฐที่น่าจะเข้าข่ายก็คือ ไทยกับฟิลิปปินส์ เพราะก่อนที่จะได้คำตอบนี้ออกมา ผู้สื่อข่าว South China Morning Post ตั้งคำถามเกี่ยวกับการแชร์ข้อมูลกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำตอบของสเตรเยอร์จึงหมายถึง 2 ประเทศนี้เท่านั้นจะเป็นอื่นไปไม่ได้
ที่ผ่านมา สหรัฐกับพันธมิตรข่าวกรองทั้ง 5 หรือ Five Eyes อันประกอบไปด้วย สหรัฐ, แคนาดา, นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย และอังกฤษ พยายามที่จะขัดขวางหัวเว่ยมาโดยตลอด โดยชี้ว่าเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ยเป็นอันตรายต่อความมั่นคง เพราะสามารถเปิดช่องให้รัฐบาลจีนสอดแนมข้อมูลผู้ใช้ได้
ส่วนพันธมิตรในเอเชียของสหรัฐ คือ เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์ และไทยมีปฏิกิริยาต่างๆ กัน ในเวลานี้ญี่ปุ่นไม่ยอมให้หัวเว่ยเข้ามายุ่มย่ามแล้ว ส่วนเกาหลีใต้อาจจะสั่งแบน เหลือแต่ไทยกับฟิลิปปินส์เท่านั้นที่ยังคลุมเครือ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากการเปิดเผยโดยแหล่งข่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ทำให้ทราบว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติของอังกฤษได้ตัดสินใจที่จะขัดขวางไม่ให้มีการใช้งานเทคโนโลยีหลักในเครือข่าย 5G จากหัวเว่ย แต่ยังอนุญาตให้ใช้งานอุปกรณ์อื่นๆ ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจากข้อมูลลับจะเห็นว่า แม้แต่พันธมิตรใกล้ชิด คือกลุ่ม Five Eyes ก็ยังยอมให้ใช้อุปกรณ์อื่นๆ ของหัวเว่ยได้ แต่ทำไมสหรัฐจึงขู่ที่จะไม่ให้พันธมิตรระดับลูกไล่ เช่น ไทยกับฟิลิปปินส์อย่าใช้ผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยทั้งหมด?
แต่ปรากฎว่าหลังจากแหล่งข่าวแย้มพรายเรื่องนี้กับสื่อ นายกรัฐมนตรีอังกฤษสั่งเด้งรัฐมนตรีกลาโหมแทบจะในทันที ฐานปล่อยให้ข้อมูลดังกล่าวหลุดออกมา ซึ่งโอกาสเป็นไปได้คืออังกฤษถูกสหรัฐกดดันให้เลิกใช้หัวเว่ยทั้งหมด ไม่อย่างนั้นจะถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติสองมาตรฐานกับพัธมิตรรายอื่น
คราวนี้แรงกดดันมาตกอยู่กับประเทศที่ยังไม่แสดงท่าทีใดๆ อย่างไทย ไม่ว่าจะเป็นท่าทีเกี่ยวกับการใช้หัวเว่ยทั้งอุปกรณ์พื้นๆ ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีระดับหัวใจหลัก อย่าง 5G
ทำไมจึงเหลือแค่ไทย? เพราะในการประชุม Belt and Road ที่ปักกิ่ง รามอน โลเปซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของฟิลิปปินส์แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่สนใจกับการที่สหรัฐตีปี๊บกล่าวหาหัวเว่ยเรื่องความมั่นคง ท่าทีของฟิลิปปินส์ทำให้สหรัฐต้องเต้นแน่นอน เพราะประเทศนี้เป็นมหามิตรสำคัญที่เคยเป็นทั้งอดีตอาณานิคม และอดีตที่ตั้งฐานทัพ แต่ในระยะหลังผู้นำฟิลิปปินส์เลิกเผชิญหน้ากับจีน หันมาจูบปากกันจนลืมไปว่าเคยทะเลาะกันเรื่องน่านน้ำทะเลจีนใต้
สหรัฐรู้ตัวว่ากำลังสูญเสียที่มั่นสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากปล่อยให้ประเทศเหล่านี้ใช้หัวเว่ย ก็เท่ากับถูกถอนหมุดด้านความมั่นคงออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - ถ้าเชื่อตามที่สหรัฐประโคมว่า 5G ของจีนเปิดช่องให้ล้วงข้อมูลได้จริง
คำถามก็คือหัวเว่ยล้วงข้อมูลได้จริงหรือไม่? หัวเว่ยบอกว่าไม่ แต่มีข่าวออกมาเป็นระยะเรื่องตรวจพบการล้วงข้อมูล
หนึ่งวันหลังจากการสัมภาษณ์โรเบิร์ต สเตรเยอร์โดย South China Morning Post สำนัก Bloomberg ได้รับข้อมูลจาก Vodafone บริษัทโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 9 ของโลกและใหญ่ที่สุดในยุโรป เผยว่า พบช่องโหว่ในอุปกรณ์ที่ผลิตโดยหัวเว่ยในธุรกิจของ Vodafone ในประเทศอิตาลี และเป็นช่องโหว่ที่อยู่ในระบบมานานหลายปีแล้ว แต่ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อย
ปัญหาที่ว่านี้คือ มีช่องทางเข้าระบบหลังบ้านของซอฟต์แวร์ที่อนุญาตให้หัวเว่ยสามารถเข้าถึงเครือข่ายในอิตาลี ที่มีผู้ใช้งานทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจหลายล้านราย เมื่อพบปัญหาแล้ว Vodafone จึงสั่งให้หัวเว่ยทำการแก้ไขด้วยการปิดช่องทางเข้าถึงในเราเตอร์ เมื่อปี 2011 และให้หัวเว่ยรับประกันว่าจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีก แต่จากการตรวจสอบต่อมาก็ยังพบว่าระบบหลังบ้านยังเป็นปัญหาอีก
แม้จะมีข้อมูลลับสุดยอดหลุดออกมา แต่กลับกลายเป็นว่า Vodafone ปกป้องหัวเว่ยจากการถูกกวาดล้างโดยสหรัฐแม้ว่าบริษัทนี้จะเป็นกิจการของอังกฤษ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Five Eyes และหลังจากนั้นเพียงวันเดียว Vodafone ยังปฏิเสธว่าหัวเว่ยเป็นภัยคุกคามต่อการให้บริการในอิตาลีอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ช่องโหว่ในระบบหลังบ้านเท่านั้น แม้หัวเว่ยจะแก้ไขให้แล้ว และ Vodafone อาจจะยินดีเป็นคู่ค้าทางธุรกิจต่อไป (ถึงขั้นปกป้องให้ด้วยซ้ำ) แต่ปัญหาทางเทคนิคก็เรื่องหนึ่ง ยังมีอีกประเด็นที่ต้องระวังกันด้วย คือตัวบทกฎหมายของจีน อย่างที่ สเตรเยอร์ ชี้ว่าความเสี่ยงมาจากกฎหมายข่าวกรองแห่งชาติของจีน ซึ่งอาจบังคับให้บริษัทต่างๆ มอบข้อมูลทางธุรกิจให้กับรัฐบาลจีน
แต่รัฐบาลจีนปฏิเสธมาหลายครั้งแล้วว่า จะไม่บังคับให้หัวเว่ยส่งมอบข้อมูลให้
กลับมาที่ไทย ในเวลานี้ประเทศเรายังไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ย แต่จากข้อมูลของ Bloomberg ได้ระบุไปแล้วว่า ไทยจุดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ "อาจจะแบน" หัวเว่ย เช่นเดียวกับอาร์เจนตินา, ออสเตรีย, บราซิล, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ฟิลิปปินส์, รัสเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ แต่ Bloomberg ไม่ได้ระบุว่า นำข้อมูลมาจากไหน ส่วนนิตยสาร Fortune กลับรายงานว่าไทยกับมาเลเซียจะใช้เทคโนโลยี 5G ของหัวเหว่ย
ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด
Photo by WANG ZHAO / AFP


