
ปิดฉากถกรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนนัดแรก พร้อมหนุนการค้าดิจิทัล
"พาณิชย์" ปลื้ม AEM Retreat นัดแรก สมาชิกรับข้อเสนอเอกชนช่วยรายย่อยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เดินหน้าปฏิรูป WTO ย้ำการเจรจา RCEP อาเซียนต้องมีท่าทีร่วมกัน
"พาณิชย์" ปลื้ม AEM Retreat นัดแรก สมาชิกรับข้อเสนอเอกชนช่วยรายย่อยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เดินหน้าปฏิรูป WTO ย้ำการเจรจา RCEP อาเซียนต้องมีท่าทีร่วมกัน
น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 25 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างวันที่ 22–23 เม.ย.2562 ณ โรงแรมอังสนา ลากูน่า จังหวัดภูเก็ต ว่า ไทยสามารถใช้บทบาทของการเป็นประธานอาเซียนผลักดันให้รัฐมนตรีการค้าของอาเซียนที่ได้มาประชุมหารือกันครั้งแรกของปี 2562 เห็นชอบประเด็นด้านเศรษฐกิจ 3 ด้าน รวม 13 ประเด็นที่ไทยต้องการผลักดันให้สำเร็จในปีนี้ตามที่ไทยเสนอแล้ว และจากนี้จะมีการเร่งจัดทำความคืบหน้าในแต่ละประเด็นต่อไป
ทั้งนี้ ประเด็นเศรษฐกิจทั้ง 13 ประเด็น แยกเป็นด้านการเตรียมความพร้อมของอาเซียนสำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดทำแผนการดำเนินงานด้านดิจิทัล การจัดทำแผนงานด้านนวัตกรรม การจัดทำแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับ 4IR การส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในผู้ประกอบการรายย่อย ด้านการส่งเสริมความเชื่อมโยง มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น การเชื่อมโยงระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Window) ให้ครบทั้ง 10 ประเทศ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร การสรุปการเจรจา RCEP และด้านการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจของอาเซียนอย่างยั่งยืนในทุกมิติ มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น การส่งเสริมการประมงที่ยั่งยืน การดำเนินความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาพลังงานชีวภาพของอาเซียน
น.ส.ชุติมากล่าวว่า อาเซียนยังได้ประชุมร่วมกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN Business Advisory Council: ASEAN-BAC) โดยเอกชนได้นำเสนอประเด็นที่ภาคธุรกิจของอาเซียนให้ความสำคัญและจะมีการดำเนินงานในปีนี้ ได้แก่ การเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยขจัดมาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า (NTB) และลดขั้นตอนทางศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ (Low Value Shipment) และการส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านการค้าดิจิทัลในภูมิภาค (Regional Digital Trade Connectivity) โดยเสนอให้มีการจัดทำแผนงาน การดำเนินงานในการปรับประสานกฎระเบียบด้านการค้าดิจิทัลระหว่างสมาชิกอาเซียน แก้ไขกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนการค้าดิจิทัลในภูมิภาค รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
ส่วนประเด็นด้านการปฏิรูปองค์การการค้าโลก (WTO) อาเซียนเห็นชอบให้ประเทศสมาชิกมีบทบาทเชิงรุกใน 3 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1.การธำรงไว้ซึ่งระบบการค้าพหุภาคี 2.ความจำเป็นในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ทางการค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการค้าในปัจจุบัน และ 3.ความเร่งด่วนในการปรับปรุงกลไกระงับข้อพิพาทของ WTO โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่ากลไกการทำงานของ WTO จะสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลการเจรจาและประเด็นคงค้างสำคัญของการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อาเซียนจะต้องร่วมกันหาท่าทีในประเด็นที่ยังไม่มีท่าทีร่วมให้ได้ในช่วงการประชุมคณะกรรมการ RCEP สมัยพิเศษ ครั้งที่ 5 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 23-31 พ.ค.2562 ณ กรุงเทพฯ ทั้งนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจะหารือประเด็น RCEP อีกครั้งในช่วงก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ในเดือนมิ.ย.2562 ณ กรุงเทพฯ เพื่อเสนอเป็นท่าทีต่อประเทศคู่เจรจา ก่อนพบกับคู่เจรจาในการประชุมคณะกรรมการ RCEP ครั้งที่ 26 ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในเดือนมิ.ย.2562
นอกจากนี้ อาเซียนได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับผลของการเจรจาในประเด็นต่างๆ ประกอบด้วย ผลการเจรจาจัดทำความตกลงยอมรับร่วม ASEAN MRA on Type Approval for Automotive Products (AP MRA) ที่ล่าสุดสามารถตกลงประเด็นคงค้างที่สำคัญเกี่ยวกับคำนิยามของผลิตภัณฑ์ยานยนต์อาเซียน (ASEAN Automotive Products) ได้แล้ว
ทั้งนี้ในช่วงแรก MRA ครอบคลุมเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอาเซียน (Manufactured in ASEAN) และให้ทบทวนในปีที่ 4 หลังจาก APMRA มีผลใช้บังคับ โดยการจัดทำ MRA ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ภายในอาเซียนจะลดอุปสรรคทางการค้าลง ด้วยการเปิดโอกาสให้มีการรับรองผลการตรวจสอบระหว่างหน่วยงานทดสอบของประเทศสมาชิกอาเซียนโดยที่ไม่ต้องตรวจสอบสินค้าและรับรองซ้ำอีกต่อไป คาดว่าจะมีการลงนามความตกลงฯ ในช่วงการประชุม AEM ครั้งที่ 51 ในเดือนก.ย.2562
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนยังได้ลงนามความตกลงการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Trade in Services Agreement: ATISA) ที่จะนำมาใช้แทนกรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียนฉบับปัจจุบัน (AFAS) ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น บริการด้านสุขภาพ บริการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร เป็นต้น
รวมถึงยังได้ร่วมลงนามพิธีสารฉบับที่ 4 เพื่อแก้ไขความตกลงการลงทุนของอาเซียน (ASEAN Comprehensive Investment Agreement: ACIA) เพื่อปรับปรุงความตกลงฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับการห้ามรัฐกำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนไทยที่จะไปลงทุนในประเทศสมาชิกอาเซียน







