
ตีค่าเป็นเงิน
ปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือปัญหาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้น
ปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือปัญหาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้น
แทบจะเป็นปัญหาหนึ่งที่อมตะไม่แพ้ยิวมุสลิม ไปแล้ว เพราะแม้จะมีการรณรงค์ทั่วโลก แต่สัดส่วนของการอนุรักษ์/บริโภคทำลาย นั้นยังคงต่างกันมาก
จุดสำคัญอย่างหนึ่ง น่าจะเป็นเพราะเราไม่สามารถตีค่าของธรรมชาติเป็นตัวเงินได้
ขณะที่เรารู้ว่าการแผ้วถางป่า ส่วนหนึ่งเพื่อทำเป็นพื้นที่เกษตรกรรม หรืออุตสาหกรรม จะสามารถสร้างรายได้มากเพียงใด ประชาชนจะมีรายได้ต่อหัวต่อครัวเรือนเท่าไร และเกื้อหนุนจีดีพีประเทศอย่างไร เรากลับไม่สามารถตีค่าของป่าที่เสียไปเป็นจำนวนเงินออกมาได้
ล่าสุดทางธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) จึงได้เริ่มโครงการที่น่าสนใจ ด้วยการตีค่าธรรมชาติเป็นตัวเงิน
งานนี้เป็นโครงการนำร่องระยะเวลา 5 ปี ในการประเมินคุณค่าของระบบนิเวศวิทยาธรรมชาติให้เป็นมูลค่าทางตัวเงิน เพื่อทดลองดูว่าจะทำให้ความพยายามอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมง่ายขึ้นหรือไม่ อย่างไร
ประเทศโคลัมเบียและอินเดียนั้นจะเป็นสองประเทศแรกที่เข้าร่วมในโครงการนำร่อง ที่เปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างการประชุมความหลากหลายทางชีวภาพที่นาโงยา ประเทศญี่ปุ่น
นับเป็นความพยายามที่น่าสนใจทีเดียว เพราะต้องยอมรับว่าในปัจจุบัน คนเรามักให้ความสำคัญกับตัวเลขมากขึ้น หรือมากที่สุด
เรายอมรับกันจนเป็นเรื่องปกติที่ชินชาว่า ประเทศไทยมีปัญหาการคอร์รัปชัน แต่เราจะตื่นตัวหรือออกมาตรการแก้ปัญหาก็ต่อเมื่อไทยแลนด์ ได้รับการ “จัดอันดับ” จากต่างชาติ ให้เป็นประเทศโปร่งใสในลำดับที่เท่าไหร่
ไม่ต่างจากความสุข และความรัก ที่มีเงินเป็นปัจจัยหนุนมากขึ้นทุกวันๆ
ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เป็นเพราะสังคมทั้งในประเทศและทั่วโลกที่มีความซับซ้อนขึ้นไปตามเวลา สิ่งที่เป็นนามธรรมจึงยากต่อการเข้าใจและเข้าถึงคน ที่ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตในสังคมที่ยากขึ้นและแพงขึ้น
หากอยากให้เข้าใจ เข้าถึง ก็ต้องตีค่าได้
หากสามารถตีค่าระบบนิเวศในธรรมชาติเป็นตัวเงิน (และคาดว่าจะแพง) ด้วยแล้ว ในแง่ของคณะผู้จัดทำ ก็เชื่อว่าจะทำให้รัฐบาลและภาคเอกชน สามารถจัดการบริหารพื้นที่ป่าและระบบนิเวศได้ดีมากขึ้น
หรืออย่างน้อยคำว่าป่าก็ไม่น่าจะแพ้คำว่าจีดีพี สักเท่าไหร่แล้ว
โรเบิร์ต โซลลิก ประธานเวิลด์แบงก์ ได้ยกตัวอย่างหนึ่งให้เห็นระหว่างการประชุมว่า รัฐบาลจะไม่สามารถถางป่าโกงกางเพื่อทำนากุ้งได้ง่ายๆ อีกต่อไป เพราะป่าโกงกางจะมีมูลค่า สามารถบวกลบคูณหารความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับนากุ้งได้แล้ว
ดูเบื้องต้นแล้วก็นับเป็นไอเดียใหม่ที่น่าสนใจทีเดียว แต่จะได้ผลอย่างไรในทางปฏิบัติจริงนั้น จะมาเล่าให้ฟังกันใหม่ค่ะ







