
สตาร์ทอัพอินเดียกับนักลงทุนเอเชีย
อินเดีย เป็นแหล่งลงทุนธุรกิจสตาร์ทอัพที่น่าสนใจของกลุ่มนักลงทุนในเอเชีย เนื่องจากมีการเติบโตทางเทคโนโลยีดิจิทัลสูง
โดย..ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
“อินเดีย” เป็นอีกประเทศที่มีการตื่นตัวด้านธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเติบโตทางเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งอินเดียเองก็ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตบุคลากรด้านไอทีของโลกอยู่แล้ว
ประกอบกับการขยายตัวของเครือข่ายระบบสื่อสารและอินเทอร์เน็ตในอินเดียที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้คนอินเดียเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนมากขึ้นตามไปด้วย เหตุผลเหล่านี้จึงทำให้อินเดียกลายเป็นแหล่งลงทุนธุรกิจสตาร์ทอัพที่น่าสนใจของกลุ่มนักลงทุนในเอเชีย
สำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ได้รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าอินเดียว่า ข้อมูลจาก Tracxn ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนและบล็อกเชนต่างๆ ในอินเดีย จะเห็นว่า ตั้งแต่ปี 2557 มีนักลงทุนจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาลงทุนกับสตาร์ทอัพอินเดียมูลค่าประมาณ 18,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักลงทุนชาวเอเชียเข้ามาลงทุนกับสตาร์ทอัพอินเดียกว่า 23,450 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัท Softbank ของ Masayoshi Son จากประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของแหล่งเงินลงทุนในสตาร์ทอัพอินเดียที่เริ่มมาจากเอเชียมากกว่าสหรัฐอเมริกา
“เหตุผลหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนจากเอเชียเข้ามาลงทุนในสตาร์ทอัพอินเดียมากขึ้นนั้น เพราะที่ผ่านมานักลงทุนเอเชียได้เข้ามาทำงานใกล้ชิดกับบริษัทที่ลงทุนด้วย จึงทำให้มีการตัดสินใจที่เร็วขึ้นและกระตุ้นให้บริษัทสตาร์ทอัพอินเดียตื่นตัวและคิดพัฒนาได้กว้างขึ้น รวมทั้งอินเดียยังเป็นผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับหลายบริษัทในเอเชีย ทำให้ข้อมูลบิ๊กดาต้าเหล่านี้มีประโยชน์ต่อธุรกิจสตาร์ทอัพมาก” รายงานระบุ
ประกอบกับการที่สตาร์ทอัพอินเดียเองก็กำลังมองหาตลาดต่างประเทศเพื่อขยายธุรกิจตัวเองออกไปด้วย จึงทำให้คาดว่าในอีกไม่ช้าจะมีการหลั่งไหลของทรัพยากรบุคคล ผู้เชี่ยวชาญตลาดและเงินทุนจากเอเชีย โดยเฉพาะจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย เข้ามาลงทุนในอินเดียเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยด้วย
ทั้งนี้ มีความคิดเห็นจากนักวิชาการด้านเศรษฐกิจและธุรกิจจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กด้วยว่า การที่นักลงทุนจากเอเชียวางแผนที่จะลงทุนในอินเดียนั้น เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า นักลงทุนเหล่านี้พร้อมที่จะแข่งขันกับนักลงทุนจากตะวันตกในการตามหาสตาร์ทอัพที่เหมือนกับ อเมซอน หรืออูเบอร์ในตลาดเกิดใหม่เหล่านี้
อย่างไรก็ดี นักลงทุนจากเอเชียต่างมองตรงกันว่า จีนเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงและร้อนแรงเกินไปที่จะเข้าไปลงทุนสตาร์ทอัพใหม่ๆ ส่วนตลาดที่เติบโตแล้วอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้น ก็สายเกินไปที่จะเข้าไปลงทุนกับสตาร์ทอัพ จึงทำให้อินเดียเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมและน่าสนใจ แม้ว่าจะมีความกังวลเกี่ยวกับขนาดตลาดของประเทศ เนื่องจากชนชั้นกลางชาวอินเดีย ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อปีมากกว่า 2.5 แสนรูปี มีประมาณแค่ 78 ล้านคน และมีชาวอินเดียที่ซื้อสินค้าออนไลน์ 50 ล้านคน ด้วยสัดส่วนที่แตกต่างนี้ทําให้นักลงทุนไม่สามารถคาดคะเนผลตอบแทนที่แน่ชัด
ทว่า ยังมีนักลงทุนที่ใช้โอกาสในตลาดอินเดียให้เกิดประโยชนได้ เช่น Go-Jek ธุรกิจใน อินโดนีเซียที่เริ่มจากบริการรวมเดินทาง และขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ จากบริการส่งอาหารไปยังฟินเทค และขยายขนาดศูนย์เทคโนโลยีของตัวเองในบังกาลอร์เพิ่มขึ้น มีวิศวกรพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการบริการกว่า 18 ผลิตภัณฑ์จนได้รับความนิยมทั่วเอเชีย และคาดว่าอีกไม่นานอาจเปิดตัวให้บริการในอินเดียได้
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่ทำด้านการสอนทักษะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็เป็นอีกบริษัทที่เข้ามาลงทุนในอินเดีย และยังมี Gooma บริษัทเกมที่มีสาขาใหญ่อยู่ที่เมียนมา Freakout บริษัทด้านโฆษณาของญี่ปุ่น Agri Buddy บริษัทจากกัมพูชาที่นําเสนอข้อมูลแก่เกษตรกร รวมไปถึง BeNative จากเกาหลีใต้ บริษัทด้านอี-เลิร์นนิ่ง
สตาร์ทอัพหลายรายในอินเดียมองว่า นักลงทุนเอเชียสามารถทำให้พวกเขาเห็นภาพการเติบโตของธุรกิจได้ โดยเฉพาะนักลงทุนที่มีธุรกิจเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือและตลาดแบบบีทูซี ซึ่งการร่วมมือกันระหว่างนักลงทุนเอเชียกับสตาร์ทอัพอินเดียจะช่วยทำให้ทั้งสองฝ่ายมองเห็นโอกาสและเข้าใจตลาดซึ่งกันและกันมากขึ้น และเปิดประตูสู่โอกาสให้แก่นักลงทุนจากเอเชียที่จะเข้าสู่ตลาดใหญ่อย่างอินเดีย และเชื่อว่าการลงทุนจากนักลงทุนเอเชียในตลาดสตาร์ทอัพอินเดียจะยังไม่หยุดเพียงแค่นี้แน่นอน







