
เอเชียสกัดทุนนอกผวาสึนามิค่าเงิน
โพสต์ทูเดย์ — เอเชียเจอสึนามิค่าเงิน เร่งใช้มาตรการป้องกันตัวเอง หวั่นระเบิดศึกสงครามการค้า
เอเอฟพี ออกรายงานกึ่งวิเคราะห์ชี้ว่า เอเชียกำลังเจอคลื่นยักษ์ค่าเงินลูกใหญ่ ซึ่งทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆ ถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดทางการเมือง อีกทั้งหลายประเทศยังเร่งตั้งกำแพงป้องกันภาคการส่งออกของตัวเองอย่างเต็มพิกัดด้วย
การหลั่งไหลของทุนต่างชาติเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อภูมิภาคนี้ ซึ่งในที่สุดได้ส่งผลให้ราคาสินค้าในเอเชียถีบสูงขึ้นอย่างน่ากลัวในตลาดโลก ส่งผลให้เกิดความหวาดผวาว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้นด้วย
เกาหลีใต้ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จี20 ในระหว่างวันที่ 2223 ต.ค.นี้ ได้ออกโรงเตือนว่า ปัญหาค่าเงินในเอเชียกำลังเข้าสู่กลียุค และอาจจะนำไปสู่ภาวะการป้องกันตัวเองทางการค้ามากที่สุดด้วย
อย่างน้อยที่สุดในขณะนี้ปัญหาค่าเงินได้ทำให้เกิดภาวะตึงเครียดระหว่างประเทศในเอเชียขึ้นแล้ว อย่างเช่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ญี่ปุ่นได้พุ่งเป้าโจมตีว่า การที่เกาหลีใต้ได้เข้าแทรกแซงค่าเงินวอนที่แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐนั้น ถือเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนัก เนื่องจากเกาหลีใต้กำลังจะนั่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุม จี20
ทั้งนี้ ค่าเงินเอเชียที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นผลมาจากที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลกระทบจากที่ธนาคารกลางสหรัฐได้พิมพ์ธนบัตรใหม่อัดฉีดข้าสู่ระบบธนาคารอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสหรัฐยังใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบที่ไม่ให้ความสนใจกับการอ่อนตัวของค่าเงิน
เอเอฟพี รายงานว่า แม้กระทั่งประเทศไทยเองนั้นก็ต้องใช้มาตรการควบคุมการไหลทะลักเข้ามาของทุนต่างชาติ หลังจากที่ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นมามากกว่า 10% โดยเริ่มนโยบายการจัดเก็บภาษีกำไรจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตร ซึ่งเป็นมาตรการเดียวกับที่บราซิลได้ประกาศใช้ก่อนหน้านี้
ด้านสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐ ได้ประเมินว่าการไหลเวียนของทุนที่เข้าไปยังตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้น จะเพิ่มสูงแตะที่ 8.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ 5.81 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในปริมาณดังกล่าวคาดว่าจะมุ่งหน้ามายังเอเชียถึง 3.43 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโดยอยู่ที่ 1.22 แสนล้านเหรียญสหรัฐ







