
เปิดไทม์ไลน์เหตุการณ์อดีตสายลับรัสเซียถูกลอบวางยาพิษ
สรุปไทม์ไลน์อดีตสายลับรัสเซียถูกวางยาในอังกฤษ จุดชนวนวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
สรุปไทม์ไลน์อดีตสายลับรัสเซียถูกวางยางในอังกฤษ จุดชนวนวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ผ่านมา นายเซอร์เก สกรีพัล อดีตสายลับรัสเซียพร้อมลูกสาวถูกวางยาพิษจนมีอาการโคม่าที่เมืองซอลส์บรี ในอังกฤษ ซึ่งนับเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกหลายชาติกำลังตึงเครียดหนักในขณะนี้
หลังจากกรณีของนายสกรีพัล ทางอังกฤษและรัสเซียเริ่มตอบโต้กันไปมาด้วยการประกาศไล่ทูตในจำนวน 23 รายเช่นเดียวกันออกจากประเทศ จนกระทั้งเมื่อวานนี้ (26 มี.ค.) ชาติพันธมิตรนำโดยสหรัฐ ออกมาเคลื่อนไหวต้านรัสเซียด้วยมาตรการขับไล่เจ้าหน้าที่ทูตเช่นเดียวกัน ซึ่งรวมแล้วมากกว่า 100 ราย แค่เฉพาะสหรัฐฯ ประเทศเดียวก็ขับไล่เจ้าหน้าที่ทูตรัสเซีย 60 รายแล้ว
สำหรับประวัติของนายเซอร์เกย์ สกรีพัล เป็นอดีตสายลับรัสเซียที่เคยทำงานให้หน่วยสืบราชการลับ GRU จนกระทั่งโดนกล่าวหาว่าเป็นสายลับให้อังกฤษในปี 2006 ตอนแรกเซอร์เก สกรีพัลได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิดจริง กรณีปล่อยข้อมูลลับของรัสเซียให้กับหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษ (MI6) ในช่วงทศวรรษ 1990 ขณะยังทำงานให้กองทัพรัสเซีย แต่ต่อมาเขาก็ได้รับการอภัยโทษและขอลี้ภัยอยู่ในอังกฤษ
แม้ทางรัสเซียจะปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือวางยาพิษ แต่ทางอังกฤษระบุว่า "มีแนวโน้มสูง" ว่าทางรัสเซียเป็นผู้ก่อเหตุ จนนำไปสู่ความขัดแย้งขั้นวิกฤตที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามเย็น
ซึ่งขณะนี้หลายชาติตะวันตกจำนวนมากออกมาแสดงจุดยืนข้างอังกฤษ โดยสามารถสรุปเหตุการณ์ตามไทม์ไลน์ได้ดังนี้
4 มี.ค. ตำรวจอังกฤษรับแจ้งว่าพบนายสกรีพัลและลูกสาวถูกพบอยู่ในสภาพหมดสติในเมืองซอลส์บรี
5 มี.ค. สื่ออังกฤษระบุตัวตนของเหยื่อว่าเป็นนายสกรีพัลซึ่งเป็นอดีตสายลับรัสเซียที่ทำงานให้หน่วยข่าวกรองอังกฤษ และลูกสาวของเขา ด้านบอริส จอห์นสัน รมว.ต่างประเทศของอังกฤษก็ออกมาเตือนว่า อังกฤษจะตอบโต้ หากหลักฐานชี้ว่ารัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้
7 มี.ค. ตำรวจอังกฤษออกมายืนยันว่าสารเคมีที่ใช้โจมตีนายสกรีพัลกับลูกสาวนั้นมีฤทธิ์ร้ายแรงทำลายระบบประสาท ซึ่งขณะนี้ทั้งสองยังอาการโคม่า
12 มี.ค. เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่า ยาพิษที่ใช้ทำร้ายคนทั้งสองนั้นเป็นสารเคมีสารเคมีออกฤทธิ์ร้ายแรงต่อระบบประสาทที่ชื่อว่า "Novichok" ซึ่งถูกใช้ในถูกใช้กองทัพรัสเซียและถูกพัฒนาขึ้นในยุคโซเวียต
13 มี.ค. นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.ต่างประเทศรัสเซียออกมาขู่ว่าจะเคลื่อนไหวตอบโต้หากรัฐบาลอังกฤษยังเดินหน้ากล่าวหาว่ารัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องในการวางยาพิษอดีตสายลับ
14 มี.ค. เทเรซา เมย์ประกาศขับไล่เจ้าหน้าที่การทูตรัสเซียในสหราชอาณาจักรจำนวน 23 รายจากทั้งหมด 58 ราย รวมทั้งระงับการติดต่อสัมพันธ์ในระดับสูงทั้งหมดระหว่างสหราชอาณาจักรและรัสเซีย
15 มี.ค. ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ร่วมกัน ประณามการวางยาพิษสกรีพัลว่าเป็นการ “ล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยของสหราชอาณาจักร”
17 มี.ค. รัสเซียตัดสินใจขับไล่เจ้าหน้าที่การทูตของอังกฤษจำนวน 23 รายออกจากรัสเซีย โดยให้เวลา 1 อาทิตย์ในการเดินทางกลับประเทศ รวมถึงปิดสถาบันบริติช เคานซิลในรัสเซีย อีกทั้งเพิกถอนสารตราตั้งสถานกงสุลอังกฤษในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
20 มี.ค. เจ้าหน้าที่การทูตรัสเซีย 23 รายเดินทางออกจากสหราชอาณาจักร
23 มี.ค. เจ้าหน้าที่การทูตอังกฤษ 23 รายที่โดนขับไล่ออกจากรัสเซียเริ่มทยอยเดินทางออกจากสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงมอสโก
26 มี.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศขับไล่เจ้าหน้าที่การทูตรัสเซีย 60 ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้ 12 รายเป็นเจ้าหน้าที่ทางการทูตของรัสเซียประจำยูเอ็น เนื่องจากปมการวางยาพิษดังกล่าว ในขณะเดียวกันสมาชิกสหภาพยุโรป 16 ประเทศต่างก็พร้อมใจขับไล่ทูตรัสเซียออกจากประเทศ นอกจากนี้ยังมีนอร์เวย์ ออสเตรเลีย แคนาดา ซึ่งนับเป็นประเทศนอกอียู รวมถึงประเทศในยุโรปตะวันออกอย่างยูเครน และอัลเบเนียก็ร่วมขับไล่ทูตรัสเซียด้วยเช่นกัน
ทางด้านรัสเซียก็ออกมาโต้ตอบว่าจะมีการขับไล่เจ้าหน้าที่การทูตของสหรัฐฯ ออกจากรัสเซียอย่างน้อย 60 รายเช่นเดียวกัน
ขณะที่ล่าสุดมี 6 ประเทศที่ประกาศจะไม่ส่งผู้แทนของรัฐบาลไปร่วมงานการแข่งขันฟุตบอลโลกเวิร์ดคัพ 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพด้วย ซึ่งได้แก่ โปแลนด์ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อประท้วงรัสเซียต่อกรณีดังกล่าว







