
นักธุรกิจหญิง ผู้ทรงอิทธิพลในเอเชีย
เม อัง หรือ May Ng Bee Bee
เม อัง หรือ May Ng Bee Beeนักธุรกิจหญิงทรงอิทธิพล 1 ใน 50 รายแรกของเอเชีย จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ โดยก่อนหน้านี้เคยกล่าวถึง กาว ธิ หง็อค ซูงนักธุรกิจอัญมณีเวียดนาม ชิว กิค คิม นักธุรกิจหญิงอสังหาริมทรัพย์สิงคโปร์ โรบินา โกคองเหว่ยเพ บิ๊กค้าปลีกฟิลิปปินส์ ชินตา วิดจาจากัมดานี นักธุรกิจหญิงทรงอิทธิพลอินโดนีเซีย เหงวียน ธิ เฟือง ถาวซีอีโอ เวียตเจ็ท และไถเฮือง ประธานทีเอช กรุ๊ป เวียดนาม เหล่านี้ต่างเป็นกลุ่มนักธุรกิจหญิงทรงอิทธิพลในเอเชียทั้งสิ้น โดยครั้งนี้มีโอกาสกล่าวถึง เม อัง ซีอีโอ แพน ยูไนเต็ด
เธอคือประธานกรรมการบริหาร บริษัท แพน ยูไนเต็ด ประเทศสิงคโปร์ ก่อนหน้านี้เธอดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารบริษัทในปี 2547 ก่อนที่จะเลื่อนเป็นซีอีโอในปี 2554 โดยยังครองตำแหน่งคณะกรรมการบริหารบริษัทในเครือหลายแห่งของแพน ยูไนเต็ด ถือเป็นนักธุรกิจหญิงไฟแรง ด้วยวัย 40 ต้นๆ ซึ่งเธออยู่ในอันดับที่ 31 ของการจัดอับดับนักธุรกิจหญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชียปี 2559
ทั้งนี้ บริษัท แพน ยูไนเต็ด เป็นธุรกิจครอบครัว ก่อตั้งขึ้นโดยบิดาของเม อัง และอัง กา ฉ่อง ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันอายุ 83 ปี โดยบริษัทก่อตั้งปี 2501 เริ่มจากธุรกิจจัดส่งสินค้าทางเรือ ขยายสู่ธุรกิจก่อสร้างในปี 2508 ลักษณะธุรกิจในปัจจุบัน แพน ยูไนเต็ด ถือเป็นบริษัทผู้นำด้านคอนกรีตผสมเสร็จ และผู้จัดจำหน่ายปูนซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ ครองส่วนแบ่งในตลาด 40% และเป็นบริษัทจำหน่ายปูนซีเมนต์อันดับต้นๆ ในเอเชีย
นอกเหนือจากนี้บริษัทยังประกอบธุรกิจด้านโลจิสติกส์ขนส่งสินค้าทางเรือ ทั้งนี้ แพน ยูไนเต็ด ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ มีรายได้ต่อปีอยู่ที่ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดำเนินกิจการใน 5 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และจีน และจัดจ้างพนักงานกว่า 1,700 คน
สำหรับธุรกิจด้านโลจิสติกส์ แพน ยูไนเต็ด มีบริษัทในเครือชื่อว่า Xinghua Port Group ทำธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร ณ ท่าเรือเมืองฉางฉู๋ สาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ ท่าเรือฉางฉู๋เป็นแหล่งรวมสินค้านำเข้ากลุ่มเยื่อกระดาษและไม้แปรรูป และส่งออกกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล็กสำเร็จรูป และอุปกรณ์สำหรับโครงการต่างๆ ซึ่งท่าเรือดังกล่าวเป็นประตูเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าระหว่างภาคตะวันออกและภาคกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน
เม อัง กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดโรงผสม (คอนกรีต) แห่งใหม่ในจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย “ภูมิภาคอาเซียน การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างพื้นฐานเติบโตสูง ความต้องการด้านการก่อสร้าง หรือการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในสิงคโปร์ ค่อยๆ ชะลอตัว บริษัทจึงมีกลยุทธ์ระยะยาวในการทำธุรกิจในตลาดอาเซียน สร้างการเติบโตของธุรกิจ รวมถึงมีแผนขยายตลาดใหม่ๆ ในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกเหนือจาก 5 ประเทศที่ขยายสาขาแล้ว
นอกเหนือจากนี้ เธอได้แนะนำแนวคิดในการทำธุรกิจแก่ผู้ประกอบการในยุคปัจจุบันว่า บริษัทในภูมิภาค (อาเซียน) หลายแห่งยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้กรอบความคิด วิสัยทัศน์ต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันยุคสมัย บริษัทต้องปรับตัวและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจดีขึ้นกว่าเดิม และนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับกลุ่มลูกค้า สำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรมสำคัญมากในยุคปัจจุบัน โดยช่วง 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า ผ่านศูนย์นวัตกรรมของบริษัท ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2555 โดยบริษัทมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาจำนวนสูงเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ศูนย์ดังกล่าวทำหน้าที่ตรวจสอบและประเมินผลวัตถุดิบจากแต่ละแหล่ง เพื่อรักษาคุณภาพของคอนกรีต
เม อัง บอกอีกว่า การดำเนินการของธุรกิจจะใช้เทคโนโลยีในระดับย่อยและระดับใหญ่ แต่การขยายของบริษัทต้องอาศัยปัจจัยด้านอื่นควบคู่ไปด้วย ได้แก่ ความร่วมมือในระดับประเทศ และความสามารถในการขยายธุรกิจไปยังระหว่างประเทศ เม อัง กล่าวทิ้งท้าย







