
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน... โอกาสของประเทศไทย
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินเรื่อง "เออีซี"
โดย ปิยะณัฐ อรัญเกษมสุข
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินเรื่อง "เออีซี" หรือ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" กันมาบ้าง มีข่าวหนังสือพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ออกมาประโคมข่าวกันมากมายในช่วงแรกๆ ซึ่งมีทั้งการให้ข้อมูลและการวิเคราะห์วิจารณ์ต่างๆ มากมาย วันนี้ผู้เขียนขอใช้ประสบการณ์ส่วนตัวที่อยู่ในแวดวงธนาคารและต้องทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนมาทำความเข้าใจกับผู้อ่านทุกท่านถึงผลกระทบที่ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" มีต่อประเทศไทยและจะสร้างโอกาสให้แก่คนในประเทศได้อย่างไร
"ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2558 จากความร่วมมือของประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย เมียนมา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และบรูไน เพื่อสร้าง 1.การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน 2.การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง 3.การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน และ 4.การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก
ความร่วมมือดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเพื่อสร้างเขตเศรษฐกิจของประเทศอาเซียนเองเฉกเช่นสหภาพยุโรป แต่ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" ยังแตกต่างจากสหภาพยุโรปในบางเรื่องบ้างเช่น ประเทศอาเซียนยังใช้เงินสกุลเดิมของแต่ละประเทศอยู่แตกต่างจากสหภาพยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโรในการทำการค้าขายกัน การใช้เงินสกุลเดียวกันจะทำให้เกิดประสิทธิภาพทางการค้าสูงเพราะไม่ต้องแลกเปลี่ยนสกุลเงินไปมาทุกครั้งเวลาซื้อขายกันเพราะทุกคนในภูมิภาคใช้เงินสกุลเดียวกันอยู่แล้วและทำให้การท่องเที่ยวหรือย้ายถิ่นฐานในเชิงแรงงานสามารถทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ
การตั้ง "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" มีผลกระทบกับประเทศไทยโดยตรงทั้งทางบวกและทางลบ ที่เห็นได้ชัดคือการค้าขายระหว่างประเทศอาเซียนมีความเป็นเสรีมาก เพราะมีการยกเลิกภาษีนำเข้าของประเทศในกลุ่มอาเซียน แต่อาจจะมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภทที่เรียกกันว่าสินค้าอ่อนไหวเพื่อดูแลเกษตรกรในประเทศ
การค้าเสรีนั้นทำให้ตลาดส่งออกของไทยขยายขึ้นในชั่วพริบตากลายเป็นตลาดของคน 590 ล้านคน และทำให้การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติของไทยทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในประเทศได้
ในขณะเดียวกันการลงทุนระหว่างภูมิภาคอาเซียนจะมีความเป็นเสรีมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ผลิตของไทยสามารถขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีแรงงานราคาต่ำทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ และหากผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการยังไม่พร้อมจะขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่น การเคลื่อนย้ายแรงงานใน "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" นั้นมีความเสรีทำให้ไทยไม่ขาดแคลนแรงงานอีกต่อไป ทำให้ผู้ประกอบการกล้าที่จะลงทุนในโครงการใหม่ๆ เพราะมีอุปทานทางด้านแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านสนับสนุน
การคมนาคมซึ่งรวมถึงการท่องเที่ยวนั้นจะหนาแน่นขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากประเทศไทยอยู่ตรงกลางของภูมิภาคอาเซียนพอดี ซึ่งจะทำให้การท่องเที่ยวเติบโตขึ้นและการขนส่งสินค้าไปมาต้องผ่านประเทศไทยเป็นหลัก
แต่ประเทศไทยนั้นยังมีข้อด้อยเรื่องภาษา เพราะ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" มีมาตรฐานว่าจะให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางเพื่อสื่อสารในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้นสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดี ทำให้แรงงานไทยเสียเปรียบอยู่พอสมควร และอาจจะทำให้แรงงานต่างชาติไหลเข้ามาแย่งงานที่เคยเป็นของแรงงานไทยไปในที่สุด
และการค้าเสรีนั้นเป็นเหมือนดาบสองคมกับประเทศไทยเช่นกัน เพราะจะทำให้การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรงขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการบางรายสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการต่างชาติ เพราะถ้าเราไปแข่งในประเทศเขาได้ เขาย่อมสามารถมาแข่งในประเทศของเราได้เช่นกัน
เหมือนที่ผู้เขียนเคยสื่อสารไว้ในฉบับก่อนๆ ว่าประเทศไทยนั้นจำเป็นต้องขยับตัวเองขึ้นไปอีกระดับหนึ่งที่เรียกว่า 4.0 เพราะอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจของประเทศไทยนั้นได้เดินทางมาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว และถ้าเราไม่พยายามสร้างความแตกต่างหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา เราอาจไม่สามารถแข่งขันได้ในเวทีอาเซียน เพราะทุกๆ ประเทศมีความเสรีและเสมอภาคกันในเชิงการค้า แต่จะแตกต่างกันตรงพื้นฐานของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาต่อได้ โดยใช้ประโยชน์ของ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" เช่น การค้าเสรีเพื่อนำเข้าวัตถุดิบ การจ้างแรงงานต่างชาติเพื่อกระบวนการผลิต
การใช้ข้อได้เปรียบในเชิงฐานที่ตั้งที่อยู่จุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนมาสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบในการแข่งขัน เหมือนคำพูดติดปากที่ว่า "คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก" n







