
ญี่ปุ่นเปิดฉากศึกเลือกตั้ง ถกเศรษฐกิจ-ความมั่นคงเดือด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ใช้ช่วงจังหวะที่ความนิยมฟื้นขึ้นมาหลังเผชิญกับข่าวอื้อฉาว ยุบสภาและจัดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 ต.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อรวบรวมฐานเสียงสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวพันกับประเด็นอ่อนไหวอย่างการขึ้นภาษีขายและความมั่นคง ท่ามกลางภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ
อาเบะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 2 ล้านล้านเยน (ราว 5.8 แสนล้านบาท) และตั้งเป้าเพิ่มภาษีขายจาก 8% เป็น 10% ภายในเดือน ต.ค. 2019 เพื่อนำงบประมาณที่ได้จากภาษีมาลงทุนในด้านการศึกษาและสวัสดิการอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการเรียนฟรีในระดับอนุบาลและสวัสดิการดูแลเด็กเล็กต่ำกว่า 2 ขวบ และกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณหน้าเป็นต้นไป จนถึงปีงบประมาณ 2020
“พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี)” ของอาเบะ ยังให้สัญญาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อบรรจุสถานะของกองกำลังป้องกันตัวเอง (เอสดีเอฟ) หรือกองทัพทหารของญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยป้องกันข้อครหาผิดรัฐธรรมนูญเมื่อเอสดีเอฟปฏิบัติการทางทหารใดๆ และเตรียมแก้มาตรา 9 ที่ระบุให้ญี่ปุ่นต้องปฏิเสธทำสงครามและละทิ้งกองกำลังรบ
สำหรับประเด็นการเปิดทางให้มีการถกเถียงเพื่อแก้ไขมาตรา 9 นั้น “พรรคแห่งความหวัง” พรรคใหม่ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นโดย ยูริโกะ โคอิเคะ ผู้ว่าการกรุงโตเกียวและอดีตสมาชิกพรรคแอลดีพี นำมาชูเป็นหนึ่งในนโยบายหลักด้วยเช่นกัน แต่จะรอพิจารณาฟังเสียงของประชาชนและสร้างความเข้าใจให้สาธารณชนเสียก่อนที่จะแก้ไข พร้อมกันนี้ พรรคแห่งความหวังผลักดันนโยบาย “ยูริโนมิกส์” หรือนโยบายเศรษฐกิจในแบบโคอิเคะที่ล้อไปกับนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” ด้วย
“ยูริโนมิกส์” หยุดขึ้นภาษีขาย
พรรคใหม่ของโคอิเคะ ไม่ต้องการที่จะพึ่งพาการกระตุ้นผ่านนโยบายการเงินและการคลังมากเกินไป โดยเสนอแผนที่จะชะลอการขึ้นภาษีขาย ตรงกันข้ามกับอาเบะที่ต้องการขึ้นภาษีขายเพื่อแก้ปัญหางบประมาณขาดดุลและหนี้สาธารณะสูงลิ่วของญี่ปุ่น ทางพรรคเห็นว่ารัฐบาลควรหางบประมาณจากการขายสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจ และเก็บภาษีเอกชนเพิ่มจากกำไรสะสมหรือเงินสดที่บริษัทถือไว้ มากกว่าที่จะขึ้นภาษีขาย โดยการเก็บภาษีกำไรสะสมจะช่วยให้ภาคเอกชนเร่งนำเงินไปลงทุนหรือขึ้นเงินเดือนให้กับพนักงานแทน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและสร้างเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
จากข้อมูลที่รวบรวมโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก พบว่า การเก็บภาษีกับเงินสดที่เอกชนถือไว้จะกระทบกับบริษัทรายใหญ่ ซึ่งรวมถึงมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ฮอนด้า มอเตอร์ และโตโยต้า มอเตอร์ ซึ่งตุนเงินสดเอาไว้รวมกันมากถึง 17.6 ล้านล้านเยน (ราว 5.26 ล้านล้านบาท) หรือมากกว่ามูลค่าตลาดของทุกบริษัทญี่ปุ่น
นอกจากนี้ พรรคแห่งความหวังจะมุ่งไปที่การปฏิรูปกฎการกำกับดูแลเพื่อช่วยกระตุ้นการขยายตัว ขณะที่จะยังคงการกระตุ้นด้วยนโยบายการเงินไปก่อนในช่วงแรกเหมือนอาเบะโนมิกส์ ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป จะร่วมมือกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เพื่อเดินหน้าออกจากการกระตุ้นด้วยนโยบายการเงิน “พวกเราจะใช้ ‘ยูริโนมิกส์’ ที่เป็นการดึงศักยภาพของภาคเอกชน โดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่อนคลายทางการเงินและการใช้จ่ายทางการคลังอย่างมากเกินไป” พรรคแห่งความหวัง กล่าว
แอลดีพีจ่อครองสภาต่อ
ผลสำรวจของหนังสือพิมพ์อาซาฮี เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่า 12% ตั้งใจจะโหวตให้กับพรรคใหม่ของโคอิเคะ ตามหลังพรรคแอลดีพีของ อาเบะที่ 35% ทำให้พรรคอาเบะยังคงเป็นตัวเก็งที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ แม้พรรคแห่งความหวังจะส่งตัวแทนลงเลือกตั้งในแต่ละเขต 192 คน แต่ก็คิดเป็นเพียง 40% ของที่นั่งในสภา และหัวหน้าพรรคที่เพิ่งได้รับตำแหน่งผู้ว่าการโตเกียวจะไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน อาเบะเตรียมขอเสียงสนับสนุน
จากพรรคใหม่ดังกล่าวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้มีคาดการณ์ว่าแอลดีพีจะยังคงกวาดที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ทุกพรรคจึงควรเข้ามาแสดงจุดยืนในสภา
ขณะเดียวกัน อาเบะส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยต่อนโยบายเศรษฐกิจของโคอิเคะ “ผมไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร พวกเราไม่สามารถแช่แข็งนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศได้” อาเบะ กล่าว







