
คนสร้างเมือง‘ชายนิด อรรถญาณสกุล’
รัฐบาลกำลังเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเชื่อมต่อการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านทั่วทุกภูมิภาค
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
รัฐบาลกำลังเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเชื่อมต่อการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านทั่วทุกภูมิภาค โดยมีจังหวัดเป้าหมาย 10 จังหวัด แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก 5 จังหวัด ได้แก่ 1.ตาก 2. มุกดาหาร 3.สระแก้ว 4.ตราด และ 5.สงขลา ส่วนระยะสอง อีก 5 จังหวัด ได้แก่ 1.หนองคาย 2.นราธิวาส 3.เชียงราย 4.นครพนม และ 5.กาญจนบุรี โดยได้เปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในที่ดินของกรมธนารักษ์
ที่ผ่านมา กรมธนารักษ์ได้ให้เช่าที่ดินราชพัสดุไปแล้ว 3 แห่ง คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.สระแก้ว เนื้อที่ 660 ไร่ ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.สงขลา (บางส่วน) เนื้อที่ 126 ไร่ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เพื่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสารและศูนย์บริการนักท่องเที่ยวครบวงจรและเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตราด เนื้อที่ 895 ไร่ ได้ทำสัญญาเช่ากับบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค พัฒนาเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวนานาชาติและการค้าระหว่างประเทศ
ชื่อของ ชายนิด อรรถญาณสกุล ซีอีโอ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เบอร์ต้นๆ ของเมืองไทยจึงถูกพูดถึงปะปนไปกับความสงสัยว่าทำไมถึงตัดสินใจกระโดดจากธุรกิจสร้างบ้านขายมาพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ระดับเมืองขนาดย่อมๆ ซึ่งถือเป็นเอกชนรายแรกที่นำร่องการพัฒนาในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมกับความท้าทายครั้งใหม่ของดีเวลลอปเปอร์ นิติศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัย 60 ปีเศษคนนี้
"ที่จริงผมมีประสบการณ์กับการพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ๆ มาตลอด ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาให้กับคุณมงคล กาญจนพาสน์ ในยุคบุกเบิกบริษัท บางกอกแลนด์ ก่อนที่คุณอนันต์ กาญจนพาสน์ จะมาพัฒนาโครงการเมืองทองธานี หรือการเป็นที่ปรึกษาบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ของคุณอนันต์ อัศวโภคิน ก่อนที่จะมาตั้งบริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ซึ่งก็ได้จับที่ดินแปลงใหญ่ระดับพันไร่มาพัฒนามาต่อเนื่อง"
โครงการล่าสุดที่ชายนิดกำลังปลุกปั้นอยู่ก็คือ การพัฒนาที่ดิน 900 ไร่ บริเวณถนนชัยพฤกษ์ตัดถนนราชพฤกษ์ใกล้กับที่ดินของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแห่งใหม่ ซึ่งจะร่วมกับบริษัทพัฒนาที่ดินอีก 3 ราย ได้แก่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท แสนสิริ และบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น เพื่อพัฒนาที่ดินแปลงนี้ให้เป็นเมืองอยู่อาศัยขนาดใหญ่มูลค่าระดับหมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นอีกโครงการที่เป็นไฮไลต์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
ด้วยประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มามากกว่า 30 ปี กับที่ดินแปลงใหญ่ที่ผ่านมือหลายโครงการ ทำให้ชายนิดให้ความสนใจเป็นพิเศษ เมื่อรัฐบาลประกาศเชิญชวนเอกชนให้ร่วมพัฒนาพื้นที่ในโครงการเศรษฐกิจพิเศษที่ จ.ตราด จึงเสนอโครงการร่วมประมูลและได้เป็นผู้พัฒนาโครงการเนื้อที่กว่า 800 ไร่ ในที่สุด
"ผมกลับไป จ.ตราด เมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อเปิดโรงแรมให้ลูกสาวบริหารก็เริ่มเห็นว่าตราดมีอะไรน่าสนใจมาก ทั้งเรื่องของการท่องเที่ยว การค้าชายแดน แต่ที่สำคัญจะยกระดับสนามบินตราด ให้เป็นสนามบินนานาชาติ เพื่อเชื่อมโยงกับสุวรรณภูมิและอู่ตะเภา เพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาลงที่นี่ให้มากขึ้น และอีกทางคือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาจากกัมพูชาสามารถข้ามจากเกาะกงไปต่อสนามบินที่ตราดได้ เมื่อรู้ว่าทางหมอเสริฐ (นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ) ซึ่งเป็นเจ้าของสนามบินที่ตราดก็มีแผนจะขยายสนามบินอยู่ก็เลยตัดสินใจเข้าร่วมประมูล"
ย้อนไปในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 จ.ตราด ถือว่ามีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ทำให้พระองค์ทรงขอแลกดินแดน เพื่อเปิดพื้นที่ออกสู่ทะเล โดยการทำสัญญากับฝรั่งเศสยกพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เนื้อที่รวม 32 ล้านไร่ เพื่อแลกกับ จ.ตราด และเกาะต่างๆ ที่มีเนื้อที่เพียง 2.5 ล้านไร่ แสดงถึงความสำคัญของเมืองตราด ทั้งในแง่ของพื้นที่ยุทธศาสตร์ การเป็นเมืองชายฝั่งทะเลที่สมบูรณ์ และพลเมืองส่วนใหญ่เป็นคนไทย
ขณะที่ปัจจุบัน จ.ตราด ยังคงเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรณ์ธรรมชาติทางทะเล มีหมู่เกาะที่สวยงามอยู่อีกมาก และมีชายหาดที่ยาวที่สุดในประเทศ มีพืชผลไม้และสัตว์ทะเลที่สมบูรณ์ มีเส้นทางการค้า (ถนน R10) ที่เชื่อมโยงไทย กัมพูชา และเวียดนาม และที่สำคัญ ตราดกำลังจะได้รับอานิสงส์ จากการพัฒนาพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการ เพื่อเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ยุค 4.0
"จ.ตราด จะเป็นการพัฒนาในคลื่นลูกที่ 2 หลังจากคลื่นลูกแรก ได้แก่ จ.ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งใน 5 ปีแรก (ปี 2560-2565) คาดว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้เติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี คิดเป็นอัตราจ้างงานเพิ่มขึ้น 1 แสนคน/ปี และสามารถสร้างฐานภาษีใหม่ได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท และหากโครงการและโครงสร้างพื้นฐานของตราดแล้ว ประกอบกับศักยภาพของจังหวัดทั้งด้านการท่องเที่ยวที่มีชายหาดยาวที่สุดในประเทศ มีเกาะ 52 เกาะ มากที่สุดในประเทศ และมีทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงมีการค้าขายกับประเทศพื้นบ้านจะทำให้เศรษฐกิจของตราดขยายตัวได้อีกมาก และถือเป็นคลื่นลูกที่สองต่อจากการพัฒนาอีอีซี"
ชายนิด ประเมินว่า จ.ตราด จะเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวนานาชาติในฝั่งอ่าวไทย เป็นเมืองอาหารปลอดภัย และเป็นเมือง การค้าชายแดนที่สำคัญ ซึ่งคาดว่าภายใน 5 ปี รายได้จากการท่องเที่ยวจะเพิ่มจาก 1.4 หมื่นล้านบาท เป็น 8 หมื่นล้านบาท รายได้จากสินค้าเกษตรจะเพิ่มจาก 1.7 หมื่นล้านบาท เป็น 5 หมื่นล้านบาท และรายได้จากการค้าชายแดนจะเพิ่มจาก 2 หมื่นล้านบาท เป็น 6.5 หมื่นล้านบาท รวมรายได้เกือบ 2 แสนล้านบาท อีกทั้งราคาที่ดินยังมีโอกาสขยับได้อีกมากหลังการปรับปรุงสนามบินและโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ทั้งหมดคือเหตุผลที่ชายนิดยอมวางเดิมพันด้วยเงินลงทุน 3,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการมูลค่ารวมกว่า 5,248 ล้านบาท เพื่อแปลงโฉม จ.ตราด ใน 10 ด้าน ให้เป็น Golden Gateway ได้แก่ 1.บูมการท่องเที่ยวเชื่อมโยง 52 เกาะ 2.อนุรักษ์ป่าชายเลน โดยการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ 3.ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ 4.ส่งเสริมการท่องเที่ยว การพักผ่อนแบบครอบครัว ซึ่งได้แก่ การพัฒนาสวนสนุก สวนน้ำ และ 5.การพัฒนาโรงแรม รีสอร์ท รองรับ 6.การโปรโมตสินค้าทางการเกษตร โดยการตั้งศูนย์กระจายสินค้าชุมชน 7.สนับสนุนสินค้า โอท็อป 8.เป็นศูนย์กลางการค้า ปลีก-ส่ง และสินค้าปลอดภาษี 9.เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการเดินทางในภูมิภาค ทั้งทางอากาศ เรือ และรถยนต์ และ 10.การประชุมเจรจาสัมมนาทางธุรกิจ โดยการจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าและศูนย์ประชุมสัมมนา
สำหรับมาสเตอร์แพลนการพัฒนาโครงการบนที่ดินของกรมธนารักษ์ เนื้อที่ 895 ไร่ 1.2 แสนตารางเมตร จะแบ่งเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ 1.โซนพื้นที่สีเขียว (Eco Tourism & reen Spaces) ประกอบด้วย 1.ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลน พื้้นที่ 98 ไร่ ลงทุน 50 ล้านบาท 2.อนุสาวรีย์และพิพิธภัณฑ์ เนื้อที่ 50 ไร่ ลงทุน 100 ล้านบาท 3.สวนสาธารณะ เนื้อที่ 40 ไร่ ลงทุน 60 ล้านบาท 4.พื้นที่สีเขียว และแหล่งน้ำ เนื้อที่ 81 ไร่ ลงทุน 150 ล้านบาท 5.ศูนย์บริการชุมชน เนื้อที่ 12 ไร่ ลงทุน 160 ล้านบาท
2.โซนพาณิชยกรรม (Commercial Center) ประกอบด้วย 1.โรงพยาบาล เนื้อที่ 25 ไร่ มูลค่าก่อสร้าง 300 ล้านบาท 2.ศูนย์แสดงสินค้าท้องถิ่นและนานาชาติ เนื้อที่ 50 ไร่ มูลค่าก่อสร้าง 400 ล้านบาท 3.ตลาดนัดชุมชนและตลาดชายแดน เนื้อที่ 100 ไร่ มูลค่าก่อสร้าง 130 ล้านบาท 4.ศูนย์แสดงสินค้าโอท็อปและลานกิจกรรม เนื้อที่ 13 ไร่ มูลค่าก่อสร้าง 70 ล้านบาท 5.ตลาดผักผลไม้และลานกิจกรรม เนื้อที่ 50 ไร่ มูลค่าลงทุน 80 ล้านบาท
3.โซนพักผ่อนหย่อนใจ (Recreation & Accommodation) ประกอบด้วย 1.โรงแรม เนื้อที่ 30 ไร่ มูลค่าก่อสร้าง 200 ล้านบาท 2.สวนสนุก เนื้อที่ 53 ไร่ มูลค่าลงทุน 300 ล้านบาท และ 4.โซนอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Industrial Zone) 1.เขตอุตสาหกรรมแปรรูปที่เน้นอุตสาหกรรมสีเขียว เนื้อที่ 252 ไร่ มูลค่าลงทุน 196 ล้านบาท
"โครงการน่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีหน้า หลังจากที่มีลงพื้นที่เพื่อนำมาปรับปรุงผังโครงการอีกครั้ง ให้สอดคล้องกับพื้นที่และจะมีการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับฝั่งกัมพูชา รวมถึงการหาพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวมาช่วยต่อยอดธุรกิจ"บิ๊กโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นและจะกลายเป็นการพัฒนาที่พลิกโฉม จ.ตราด ครั้งใหญ่ จะเป็นอีกหนึ่งผลงานของคนสร้างเมืองที่ชื่อ ชายนิด อรรถญาณสกุล







