posttoday
การเมืองอังกฤษป่วน เบร็กซิตเผชิญงานยาก

การเมืองอังกฤษป่วน เบร็กซิตเผชิญงานยาก

12 มิถุนายน 2560

ไม่ว่าจะเลือกไปทาง “ซอฟต์” หรือ “ฮาร์ด”และการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาส่งผลให้งานยากกว่าเดิมกำลังรออังกฤษอยู่เบื้องหน้า

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของอังกฤษ เป็นไปเพื่อสร้างรัฐสภาที่ให้เสียงสนับสนุนการเจรจาออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือ “เบร็กซิต” ในแบบที่ต้องการให้มากที่สุด โดยเมย์ชิงยุบสภาขณะมีคะแนนนิยมนำเหนือฝ่ายค้านถึง 20% แต่เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏชัด พรรคอนุรักษนิยมของเมย์กลับไม่สามารถคว้าเสียงส่วนใหญ่ในสภามาได้ และทำให้เบร็กซิตตกสู่ความไม่แน่นอนอีกครั้ง

เมย์ประกาศเมื่อต้นปี 2017 นี้ว่า จะออกจากอียูอย่างเต็มตัว ซึ่งหมายถึงการถอนตัวจากตลาดร่วมและกลับมามีอำนาจในการรับคนเข้าประเทศได้อย่างเต็มที่ หรือที่เรียกว่า “ฮาร์ดเบร็กซิต” ตามมาด้วยการประกาศมาตรา 50 ตามสนธิสัญญาลิสบอน ในวันที่ 29 มี.ค. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาออกอียู โดยมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี หรือเท่ากับว่าอังกฤษจะต้องเจรจาให้ได้ข้อตกลงภายในเดือน มี.ค. 2019

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา พรรคอนุรักษนิยมกลับคว้าเสียงในสภาได้เพียง 318 ที่นั่ง จากคะแนนเสียงข้างมากที่ 326 ที่นั่ง ขณะที่พรรคแรงงานคู่แข่งคนสำคัญ คว้าคะแนนเสียงได้เพิ่มขึ้น 30 ที่นั่ง เป็น 262 ที่นั่ง ทำให้การจะจัดตั้งรัฐบาลจำเป็นต้องไปขอแรงพรรคเล็กเพื่อให้ผ่าน 326 เสียง ในการโหวตรับรองรัฐบาลเสียงข้างน้อยของพรรคอนุรักษนิยม หรือหาพรรคร่วมรัฐบาล

เมย์หมายตาพรรคเดโมเครติกยูเนียนนิสต์ (ดียูพี) จากไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งได้ 10 ที่นั่งในสภา แต่จุดยืนของพรรคดียูพีเริ่มมีความแตกต่างจากเมย์ โดยบรรดานักการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมทั้งจากพรรคของเมย์และดียูพีต่างเรียกร้องการออกจากสหภาพยุโรปในแบบที่ยังสามารถเข้าถึงตลาดเดียว (Single Market) ของอียูต่อไปได้ หรือที่เรียกว่า “ซอฟต์เบร็กซิต”

หากเมย์ทำสำเร็จในการจับมือกับดียูพีโดยการออกจากอียูแบบซอฟต์เป็นเงื่อนไข จะทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางเจรจาที่เตรียมการไว้ล่วงหน้า และจะใช้ในการเจรจารอบแรกในวันที่ 19 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ เพื่อให้อังกฤษยังอยู่ในตลาดร่วมของอียู

หนังสือพิมพ์เทเลกราฟของอังกฤษ รายงานว่า ซอฟต์เบร็กซิตมีตัวเลือกให้กับอังกฤษหลายทาง เช่น การเจรจาการค้าแบบทวิภาคี แต่หนทางที่นักเศรษฐศาสตร์เห็นว่าดีที่สุดสำหรับเศรษฐกิจ และทำให้ภาคธุรกิจพึงพอใจคือ ข้อตกลงในรูปแบบเดียวกับ “นอร์เวย์”

นอร์เวย์เป็นสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป (อีอีเอ) ซึ่งได้สิทธิเข้าถึงตลาดร่วมเกือบทั้งหมด โดยหากอังกฤษมุ่งไปยังหนทางนี้ แม้จะสามารถกำหนดกฎในการนำเข้าส่งออกสินค้าเองได้ แต่ต้องจ่ายเงินเป็นงบประมาณให้กับอียูในทุกปี และยังต้องผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกอียู และสมาชิกที่ได้สิทธิพิเศษในรูปแบบปัจจุบัน คือ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และสวิตเซอร์แลนด์ ยังต้องเห็นชอบรับอังกฤษเข้ามาเป็นสมาชิก

อย่างไรก็ตาม ชาวอังกฤษที่เป็นผู้ออกเสียงให้ “เบร็กซิต” ต่างไม่พอใจที่อังกฤษต้องจ่ายงบประมาณให้กับอียู และยังต้องรับผู้อพยพจากอียูเข้ามาโดยไม่สามารถปฏิเสธได้

นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องยากที่อียูจะเห็นพ้องให้อังกฤษได้สิทธิพิเศษดังกล่าวไป เนื่องจากอียูแสดงจุดยืนชัดเจนในแนวทางเจรจาเบร็กซิตของสหภาพ ซึ่งระบุชัดเจน หากอังกฤษต้องการเข้าถึงตลาดเดียวจะต้องยอมรับ “เสรีภาพ 4 ประการ” ของอียู ประกอบไปด้วย การเคลื่อนย้ายเสรีข้ามพรมแดนของคน สินค้า บริการ และเงินทุน ขณะที่ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกจะไม่สามารถได้สิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับสมาชิกได้

ขณะเดียวกันภาคธุรกิจแม้จะเห็นชอบกับแนวทางที่อังกฤษยังสามารถอยู่ในตลาดร่วม แต่บางส่วนกลับแสดงความกังวลว่าการเปลี่ยนแนวทางในตอนนี้ อาจทำให้การเจรจาไม่ทันกำหนดการที่น้อยอยู่แล้วแค่ 2 ปี และจะสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2019

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า เกรก คลาร์ก รัฐมนตรีกระทรวงยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม พลังงาน และธุรกิจ เข้าพบปะกับกลุ่มภาคธุรกิจ ซึ่งรวมถึงสมาพันธ์เพื่อธุรกิจรายย่อยและสมาคมผู้ผลิต หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยภาคธุรกิจมีความเห็นที่แตกต่างกันในช่วงเวลาเจรจา ซึ่งแยกออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งที่ต้องการให้อังกฤษเลื่อนการเจรจารอบแรกในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ออกไปก่อน กับฝ่ายที่ต้องการเดินหน้าตามกำหนดการเดิม เพราะเกรงจะไม่ทันการณ์

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังทำให้ภาคธุรกิจต้องกังวล โดยแม้เมย์จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำให้การผ่านมติจำเป็นต้อง “ต่อสู้” ในทุกประเด็นเพื่อคว้าเสียงส่วนใหญ่ หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้พรรคอนุรักษนิยมมีเสียงในสภาเพียง 318 เสียง หรือ 328 เสียงหากตั้งพรรคร่วมรัฐบาล น้อยกว่าก่อนยุบสภาที่ 331 ที่นั่ง ซึ่งทำให้การผ่านมติใดๆ นั้นยากกว่าเดิม

“สิ่งสุดท้ายที่ภาคธุรกิจอยากได้คือ รัฐบาลเป็นอัมพาต และเกิดผลกระทบกับธุรกิจของอังกฤษและสหราชอาณาจักร ในฐานะที่เป็นแหล่งลงทุน” สตีเฟน มาร์ติน ผู้อำนวยการของสถานผู้อำนวยการ อีกหนึ่งตัวแทนภาคธุรกิจ กล่าว

เมย์พร้อมจะเจรจาเบร็กซิตต่อไปแม้จะไม่ทันกำหนดการหรือไม่ได้ข้อตกลงใดๆ กับทางอียู อย่างที่เมย์เคยระบุก่อนการเลือกตั้งว่า การเจรจาที่ไม่ได้ผลอะไรเลยนั้นย่อมดีกว่าข้อตกลงไม่ดี

ทว่า หากอังกฤษต้องออกจากอียูโดยปราศจากข้อตกลงใดๆ อังกฤษจะต้องเผชิญกับข้าวของที่แพงขึ้นจากการนำเข้าสินค้าจากอียู เนื่องจากอังกฤษจะตั้งภาษีใหม่ที่ 10% สำหรับรถยนต์ และ 14% สำหรับอาหาร โดยอังกฤษนำเข้าสินค้าจากอียูคิดเป็นสัดส่วน 53% ซึ่งมียานพาหนะเป็นสินค้านำเข้าอันดับ 1 จากอียู ขณะที่ในการนำเข้าอาหารของอังกฤษนั้น 70% ของทั้งหมดมาจากสมาชิกอียู

ซีเอ็นบีซี รายงานอ้างบทวิเคราะห์ของประชาคมสำนักการเงินและสถาบันการเงิน (โอเอ็มเอฟไอเอฟ) องค์กรคลังสมองในอังกฤษว่า หากอังกฤษไม่ได้ข้อตกลงใดๆ และตั้งภาษีในสินค้าดังกล่าว จะส่งผลให้เกิดอัตราเงินเฟ้อในอังกฤษพุ่งสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลังประชาชนลดการใช้จ่าย รวมถึงอาจส่งผลไปถึงสถานะทางการคลังของรัฐบาล จนทำให้ไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ด้วยมาตรการการคลัง และกดดันค่าเงินปอนด์ในที่สุด

นอกจากนี้ ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) จะต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก นั่นคือการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หรือจะปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ความเสียหายต่อเศรษฐกิจอังกฤษหากปราศจากข้อตกลงกับอียูจะยิ่งใหญ่กว่าได้ข้อตกลงที่ไม่ดีนัก” จอห์น สปริงฟอร์ด ผู้อำนวยการวิจัยของโอเอ็มเอฟไอเอฟ และไซมอน ทิลฟอร์ด รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการปฏิรูปยุโรปของโอเอ็มเอฟไอเอฟ ระบุในรายงาน

เพื่อหลีกเลี่ยงหนทางนั้น พรรครัฐบาลอังกฤษจำเป็นต้องเจรจากับทางอียูให้ลงตัว โดยไม่ว่าจะเลือกไปทาง “ซอฟต์” หรือ “ฮาร์ด”และการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาส่งผลให้งานยากกว่าเดิมกำลังรออังกฤษอยู่เบื้องหน้า

ภาพ...เอเอฟพี

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน