
สร้าง‘แบรนด์แวลู’ ลุยค้าไทย-เมียนมายุคใหม่
ขนาดมูลค่าการค้าชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก ในปี 2560 นี้ ที่คาดการณ์ไว้ว่าจะสามารถไต่ระดับขึ้นไปถึงหลักแสนล้านบาท
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
ขนาดมูลค่าการค้าชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก ในปี 2560 นี้ ที่คาดการณ์ไว้ว่าจะสามารถไต่ระดับขึ้นไปถึงหลักแสนล้านบาท จากหลายปัจจัยเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะการขนส่งคมนาคม ที่อำนวยความสะดวกมากขึ้นให้กับทั้งกลุ่มคนและการขนส่งสินค้า บริเวณจุดผ่านแดนแม่สอด รวมถึงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 คาดจะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการภายในปี 2562 ที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจการค้าสองฝั่งไทย-เมียนมา มีความคึกคักยิ่งขึ้น
จากระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เอื้ออำนวยดังกล่าว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอกชนจากทั้งไทยและเมียนมา สามารถขยายตลาดการค้าระหว่างกันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบการผูกพันธมิตรธุรกิจที่มีความชำนาญในตลาดท้องถิ่นของแต่ละฝ่าย ที่ พงค์ชัย ตันอรุณชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเค บิสสิเนส ลิ้งค์ ผู้ประกอบการธุรกิจบริการท้องถิ่นใน จ.ตาก เห็นโอกาสการค้าและศักยภาพในตลาดเพื่อนบ้านเมียนมาเป็นอย่างดี
พงค์ชัย กล่าวว่า จากประสบการณ์ธุรกิจด้านส่งออกและนำเข้า ได้ต่อยอดมาสู่การทำธุรกิจในรูปแบบ (โมเดล) ใหม่ ที่เหมาะสมกับธุรกิจเอสเอ็มอีในปัจจุบัน ที่จะต้องคล่องตัวและยืดหยุ่นสูง ในลักษณะการเป็นพันธมิตรธุรกิจให้บริการครบวงจร (เซอร์วิส โซลูชั่น) ในกลุ่มสินค้าบริการต่างๆ โดยร่วมมือกับธุรกิจแต่ละรายที่มีความถนัดเฉพาะ
ขณะที่ธุรกิจบริการแรกของบริษัทที่เตรียมเข้าไปทำตลาดในเมียนมาเร็วๆ นี้ คือ กลุ่มอาหารในรูปแบบแฟรนไชส์ที่วางโมเดลไว้ตั้งแต่การทำวิจัยกลุ่มอาหาร ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการร่วมกับพันธมิตรธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน เช่น กลุ่มไอศกรีมที่มีนวัตกรรม เครื่องดื่มชาไทย เป็นต้น ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนหารือรายละเอียดกับพันธมิตรเจ้าของนวัตกรรม ก่อนเคาะออกมาเป็นแผนธุรกิจที่เหมาะสมก่อนเข้าไปทำตลาดเมียนมาในลำดับถัดไป
“การเข้าตลาดเมียนมา การตั้งราคาสินค้าถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะการนำโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์เข้าไปทำตลาดดังกล่าว ซึ่งสินค้ากับราคาต้องสมเหตุสมผลเป็นอัตราที่นักลงทุนธุรกิจท้องถิ่นรับได้ ซึ่งเจ้าของสินค้าจากไทยต้องมีประสบการณ์ในตลาดผู้บริโภคเมียนมาเป็นอย่างดีด้วย” พงค์ชัย กล่าว
พร้อมเสริมว่า การนำธุรกิจแฟรนไชส์อาหารเข้าไปยังเมียนมานั้น ส่วนหนึ่งยังมองถึงตลาดเมียนมาในอนาคตจากสภาพแวดล้อมภายในประเทศที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในระยะอันใกล้ ด้วยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เมียนมามีฐานผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้นทำให้สินค้ามีราคาต่ำลง โดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากไทยเหมือนในอดีตอีกต่อไป
จากแนวโน้มดังกล่าว ผู้ประกอบการธุรกิจจากไทยควรเร่งให้ความสำคัญต่อการสร้างแบรนด์และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า บริการ มากขึ้นในลักษณะการสร้าง “แบรนด์ แวลู” เพราะนอกจากจะต้องแข่งขันระหว่างธุรกิจเดียวกันในประเทศแล้ว ยังต้องแข่งกับผู้ประกอบการท้องถิ่นเมียนมาด้วยในอนาคต
ขณะที่บริษัทมีจุดแข็งและข้อได้เปรียบคือ มีความชำนาญ และสายสัมพันธ์ (คอนเนกชั่น) ธุรกิจในพื้นที่เมียนมา ด้วยยังมีพันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคบริการที่มีความชำนาญอยู่แล้ว ซึ่งการจะเข้าตลาดเมียนมา นักธุรกิจไทยจะต้องมองพื้นที่ในการเชื่อมต่อแต่ละรัฐได้เป็นอย่างดี เพราะนั่นหมายถึงการหาจุดกระจายสินค้า รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละรัฐด้วย
พงค์ชัย ให้แนวคิดว่า เทรนด์การทำธุรกิจสมัยใหม่ ไม่ได้จำกัดพื้นที่การทำงานอีกต่อไป ทั้งนี้เพื่อความคล่องตัว และสามารถควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ อย่างการขยายธุรกิจแฟรนไชส์นั้น บริษัทมองว่าเพื่อเจาะกลุ่มผู้ที่อยากสร้างธุรกิจมากกว่า การเข้าไปหาลูกค้า ซึ่งขณะนี้มีนักลงทุนท้องถิ่นที่สนใจราว 3-4 รายแล้ว
โดยตลาดเมียนมานั้น จะยังเปิดกว้างทางธุรกิจอีกมากหากเจ้าของธุรกิจมองเห็นโอกาส







