
งานหินผู้นำใหม่โสมขาว พิษเศรษฐกิจ-การเมือง
เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ขึ้น ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ขึ้น ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ หลังอดีตประธานาธิบดีหญิง ปาร์กกึนเฮ ถูกขับออกจากตำแหน่งเมื่อเดือน มี.ค.จากกรณีการทุจริตอันอื้อฉาว
ผู้สมัครตัวเต็งที่คว้าชัยและขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำคนใหม่ คือ “มุนแจอิน” อดีตทนายด้านสิทธิมนุษยชนจากพรรคประชาธิปไตยมินจู ซึ่งชัยชนะของมุนแจอิน ถือเป็นการพลิกขั้วทางการเมืองครั้งใหญ่ของเกาหลีใต้โดยเปลี่ยนถ่ายอำนาจมาสู่ฝั่งเสรีนิยม หลังพรรคอนุรักษนิยมบริหารประเทศอยู่นานถึง 9 ปี
แม้สถานการณ์ดูจะเป็นความหวังใหม่สำหรับชาวเกาหลีใต้ แต่ปัญหาภายในประเทศนั้นซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยความท้าทายแรกที่มุนแจอินต้องเผชิญ คือความพยายามปฏิรูปกลุ่มธุรกิจครอบครัว (แชโบล) ที่แม้จะเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 70% ของขนาดเศรษฐกิจ ซึ่งในจำนวนดังกล่าว บรรดาแชโบลรายใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรก ถือครองสินทรัพย์ในภาคธุรกิจกว่า 27% แต่การที่บรรดาผู้บริหารของแชโบลรายใหญ่ เช่น ซัมซุง และลอตเต้ เข้าไปพัวพันกับกรณีการทุจริตและมีอิทธิพลในรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา สร้างความไม่พอใจให้ชาวเกาหลีใต้เป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ การผูกขาดธุรกิจในหลายภาคอุตสาหกรรมของกลุ่มแชโบลทำให้บริษัทสตาร์ทอัพแทบไม่สามารถทำการแข่งขันด้วยได้ โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพขนาดเล็กที่สามารถเติบโตจนกลายเป็นธุรกิจขนาดกลางได้ มีสัดส่วนเพียง 0.01% เท่านั้นในช่วงปี 2011-2014
แม้การปฏิรูปแชโบลไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากรัฐบาลก่อนหน้านี้พยายามดำเนินการมาแล้ว ซึ่งรวมถึงการเสนอให้บรรดาแชโบลดังกล่าวปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจ แต่ก็ได้รับเสียงคัดค้านจากบรรดาแชโบลมาโดยตลอด และรัฐบาลเองก็ไม่สามารถผลักดันกฎหมายการปฏิรูปแชโบลได้ ทำให้การดำเนินการดังกล่าวไม่เคยเป็นรูปเป็นร่างเลยในช่วงที่ผ่านมา
มุนแจอิน ชูการปฏิรูปแชโบลเป็นนโยบายหลักเช่นกัน โดยมุ่งเน้นการพลิกโฉมการทำธุรกิจของ 4 แชโบลยักษ์ใหญ่ ได้แก่ ซัมซุง ฮุนได เอสเค และแอลจี เป็นหลัก ด้วยการเพิ่มอำนาจของคณะกรรมการส่งเสริมการค้าแบบยุติธรรม (เอฟทีซี) ให้เข้าตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินงานของแชโบล ในการทำธุรกิจร่วมกับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าบรรดาบริษัทขนาดเล็กมีโอกาสแข่งขันอย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ มุนแจอิน เตรียมใช้ระบบเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยในแชโบลมีสิทธิเลือกผู้บริหารได้ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการลดการผูกขาดอำนาจภายในบริษัท รวมถึงวางแผนจำกัดเงินลงทุนทางธุรกิจของแชโบลในภาคอุตสาหกรรมการเงิน และเพิ่มมาตรการคุมเข้มการเข้าไปลงทุนในภาคส่วนที่มีความเหมาะสมสำหรับธุรกิจขนาดเล็กมากกว่า
อย่างไรก็ดี แผนปฏิรูปแชโบลดังกล่าวของมุนแจอินเสี่ยงไม่ผ่านการอนุมัติของรัฐสภา เนื่องจากในขณะนี้ พรรคมินจูของมุนแจอิน ซึ่งแม้ว่าจะได้ที่นั่งในสภามากที่สุด แต่ก็อยู่ที่เพียง 119 ที่นั่งเท่านั้น จาก 300 ที่นั่ง หมายความว่ายังไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภา และจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ที่สนับสนุนแชโบลยังคงมีอิทธิพลอยู่มากในสภาเกาหลีใต้ ด้วยเหตุนี้ การผ่านร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูปแชโบลคาดว่าต้องผ่านการต่อสู้ในสภาอีกหลายยกและหลายเดือน
ขณะเดียวกัน การยกเครื่องแชโบลครั้งใหญ่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอันเปราะบางของเกาหลีใต้ ซึ่งขยายตัวอย่างอ่อนแรงในขณะนี้อยู่ที่เพียง 2% มาเป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน โดยหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมากถึง 1.3 ล้านล้านวอน (ราว 3.9 แสนล้านบาท) สกัดกำลังซื้อของผู้บริโภคเกาหลีใต้ เห็นได้จากยอดค้าปลีกซึ่งไม่ปรับตัวขึ้นเลยในเดือน มี.ค. หลังขยายตัวไป 3.2% ในเดือน ก.พ.
ต้นตอของแรงซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอเป็นผลมาจากอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับน่าเป็นห่วง โดยพุ่งขึ้นแตะ 5% ในเดือน ก.พ. อยู่ที่ 1.17 ล้านคน สูงสุดในรอบ 5 ปี โดยจำนวนประชากรอายุน้อยกลับไม่มีงานทำมากที่สุด เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 9.2% แตะ 5.43 แสนราย ปรับตัวขึ้นมากกว่า 5 แสนรายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
แม้ว่า มุนแจอิน ให้คำมั่นว่าจะสร้างงานให้ได้ 8.1 แสนอัตราในภาครัฐ โดยใช้งบ 4.3 ล้านล้านวอน (ราว 1.31 แสนล้านบาท) ต่อปี รวมถึงเพิ่มงบประมาณพิเศษอีก 10 ล้านล้านวอน (ราว 3 แสนล้านบาท) ในทันทีที่ได้รับตำแหน่งผู้นำคนใหม่ เพื่อส่งเสริมการจ้างงานโดยเฉพาะ แต่นักวิเคราะห์บางรายแสดงความเห็นว่า แผนการของมุนอาจใช้งบประมาณมากเกินไป และยังไม่แน่ชัดว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่
นอกเหนือจากปัญหาวุ่นวายภายในประเทศแล้ว ความเสี่ยงทางการเมืองและทางเศรษฐกิจจากภายนอกเป็นประเด็นที่ต้องจับตาเช่นกัน เนื่องจาก มุนแจอิน วางแผนรื้อนโยบายตะวันทอแสง (Sunshine Policy) ที่มีแนวทางสร้างความปรองดองกับเกาหลีเหนือ กลับมาใช้ใหม่ หลังปาร์กกึนเฮยกเลิกการใช้นโยบายดังกล่าวไปเมื่อปี 2008
มุนแจอินเปิดเผยระหว่างการหาเสียงว่า นโยบายดังกล่าวที่เน้นเพิ่มความร่วมมือทางการทูตกับหลายฝ่าย จะสามารถทำให้เกาหลีเหนือล้มเลิกโครงการทดสอบนิวเคลียร์ได้ในที่สุด ผ่านการให้ความช่วยเหลือปัญหาขาดแคลนอาหารในเกาหลีเหนือ รวมถึงการกลับมาเปิดเขตปลอดกำลังทหารและโครงการแลกเปลี่ยนแรงงานในนิคมอุตสาหกรรมแกซองของเกาหลีเหนือ
ทั้งนี้ หากมีการนำนโยบายดังกล่าวกลับมาใช้จริง หลายฝ่ายคาดว่าอาจสร้างความไม่พอใจให้สหรัฐ ที่กำลังหาทางจัดการกับเกาหลีเหนืออยู่ในขณะนี้ และไม่น่าจะเป็นผลดีกับเกาหลีใต้ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐเรื่องประเด็นการกีดกันทางการค้า และจากฝั่งจีน ที่ไม่พอใจกรณีการติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ THAAD จนดำเนินมาตรการสกัดการทำธุรกิจของลอตเต้ในประเทศ สั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนเข้าไปท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ รวมถึงจำกัดการส่งออกวัฒนธรรมอย่างเคป๊อปจากเกาหลีใต้
การก้าวขึ้นสู่อำนาจของผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่ จึงมาพร้อมปัญหาหนักหนาสาหัสภายในประเทศที่รอการแก้ไขอยู่ ขณะที่ต้องระวังความเสี่ยงภายนอกด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่กำลังทวีความตึงเครียดอยู่ในขณะนี้







