
พบรอยแยกใหม่ที่ผืนน้ำแข็งแอนตาร์กติกา เร่งเวลาหลุดออกจากทวีป
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นรอยแตกรอยใหม่ ขณะนี้ผืนน้ำแข็ง Larsen C เหลือพื้นที่อีกเพียง 20 กิโลมเตรเท่านั้นที่เชื่อมต่อกับทวีป
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นรอยแตกรอยใหม่ ขณะนี้ผืนน้ำแข็ง Larsen C เหลือพื้นที่อีกเพียง 20 กิโลมเตรเท่านั้นที่เชื่อมต่อกับทวีป
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์ประกาศการค้นพบรอยแยกแตกรอยใหม่ บนผืนน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติกา ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าผืนน้ำขนาด 5,200 ตารางกิโลเมตร อาจหลุดออกจากทวีปเร็วยิ่งขึ้น
ผืนน้ำแข็งดังกล่าวมีชื่อว่า Larsen C คิดเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่กว่าเกาะฮ่องกงถึง 60 เท่า และหากผืนน้ำแข็งดังกล่าวหลุดออกจากทวีปจริงจะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลโดยรอบ และสิ่งแวดล้อม
นักวิทยาศาสตร์ได้เฝ้าจับตามองผืนน้ำแข็งดังกล่าวมานาน Larsen C ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางตะวันออกของคาบสมุทรแอนตาร์กติก ขณะนี้รอยแยกขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้นมีความยาว 180 กิโลเมตร ซึ่งนับตั้งแต่เดือนธันวาคม จนถึงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบว่ารอยแตกนั้นมีความยาวเพิ่มขึ้นอีก 27 กิโลเมตร
แต่ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ นักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นว่ารอยแยกนี้ไม่ได้ขยายความยาวเพิ่มขึ้น เหมือนที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่กลับขยายความกว้างมากขึ้นเฉลี่ย 1 เมตรต่อวัน ซึ่งขณะนี้รอยแยกที่เกิดขึ้นมีความกว้างมากกว่า 300 เมตรเข้าไปแล้ว
และล่าสุดพวกเขาต้องเผชิญกับความกังวลที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการค้นพบรอยแยกใหม่ที่ขยายเพิ่มขึ้นต่อยอดออกมาจากรอยแยกเดิม โดยมีความยาวราว 10 กิโลเมตร และกำลังมุ่งทิศทางตรงไปยังมหาสมุทร ส่งผลให้ขณะนี้ผืนน้ำแข็งดังกล่าวเหลือพื้นที่อีกเพียงแค่ความยาว 20 กิโลเมตรเท่านั้นที่ยังชื่อมต่อกับทวีปแอนตาร์กติกา โดยการค้นพบรอยแยกใหม่นี้เกิดขึ้นผ่านการเฝ้าสังเกตการณ์ผ่านดาวเทียม เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ขณะนี้ความกังวลไม่ใช่ว่าผืนน้ำแข็ง Larsen C จะแตกออกหรือไม่ เนื่องจากไม่ว่ายังไงเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความกังวลที่ใหญ่กว่าคือ จะเกิดอะไรขึ้นตามมาหาก Larsen C หลุดออกจากทวีปแอนตาร์กติกาแล้ว?
Adrian Luckman เจ้าหน้าที่จากโครงการวิจัย Midas ที่สำรวจแอนตาร์กติกา โดยประเทศอังกฤษกล่าวว่า ผืนน้ำแข็งที่กำลังจะหลุดออกไปนี้จะเปลี่ยนลักษณะภูมิทัศน์ของทวีปแอนตาร์กติกา แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศหรือไม่ หลังตลอด 50 ปีที่ผ่านมา บริเวณคาบสมุทรแอนตาร์ติกต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิกว่า 4 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งละลาย
ขอบคุณภาพจาก USA Today







