
ศึกการค้ายังไม่จบ สหรัฐดึงป่วนอีกยาว
การสงบศึก (ชั่วคราว) ระหว่างสหรัฐกับจีน โดยที่ไม่มีการขึ้นบัญชีจีนให้เป็นประเทศปั่นค่าเงินแม้จะเคยขู่เอาไว้
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การสงบศึก (ชั่วคราว) ระหว่างสหรัฐกับจีน โดยที่ไม่มีการขึ้นบัญชีจีนให้เป็นประเทศปั่นค่าเงินแม้จะเคยขู่เอาไว้อีกทั้งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเสียงอ่อนเป็นมิตรกับจีนมากขึ้นหลังมีกรณีปัญหาเกาหลีเหนือ ถึงขั้นที่ทรัมป์เอ่ยปากว่าประธานาธิบดี สีจิ้นผิง“เป็นคนดี” อาจช่วยให้หลายฝ่ายเบาใจได้ว่า ศึกช้างสารอาจไม่เกิดขึ้นจริงจนกระทบต่อหญ้าแพรกไปตามๆ กันอย่างที่กังวลไว้
อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนไปหลังทำงานมาครบ 100 วันแรกก็คือ ทรัมป์ยังคงเป็นประธานาธิบดีที่คาดเดาได้ยากที่สุดคนหนึ่ง สิ่งที่พูดเอาไว้เมื่อ 1 เดือน หรือ 1 ปีที่แล้ว อาจเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือก็ได้ในอนาคต เช่นในกรณีของจีน หรือแม้แต่เกาหลีใต้ หนึ่งในพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในเอเชียตะวันออก ที่ถูกทรัมป์ขู่เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าเกาหลีใต้ควรจ่ายค่าระบบต่อต้านขีปนาวุธทาด เป็นเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 3.5 หมื่นล้านบาท) และสหรัฐอาจทบทวนข้อตกลงการค้ากับเกาหลีใต้ใหม่อีกครั้ง
ล่าสุด ทรัมป์ได้จุดประเด็นความไม่แน่นอนทางการค้าทั่วโลกขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการลงนามคำสั่งประธานาธิบดี 2 ฉบับ ให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวนข้อตกลงการค้าที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วโลกกับสหรัฐ และให้ตั้งสำนักงานการค้าและการผลิตขึ้นในทำเนียบขาว ซึ่งจะอยู่ภายใต้การดูแลของ ปีเตอร์ นาวาร์โร ประธานสภาการค้าแห่งชาติของสหรัฐ
ข้อตกลงดังกล่าวนี้ มีเป้าหมายเพื่อทบทวนข้อตกลงการค้าใหม่ที่สหรัฐมีขึ้นกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ซึ่งรวมถึงกับองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ด้วย โดยมอบหมายให้ วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ไปดำเนินการใน 180 วัน และสรุปผลการศึกษาว่าควรมีการปรับแก้ไขอย่างไร โดยเฉพาะในส่วนที่สหรัฐเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
รอสส์ ได้เปิดเผยเบื้องต้นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปรับแก้ไขเนื้อหาในข้อตกลงกับดับเบิ้ลยูทีโอด้วย ในฐานะที่สหรัฐเป็นประเทศผู้นำเข้าเบอร์ 1 ของโลก พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ว่า ดับเบิ้ลยูทีโอมีความเป็นหน่วยงานราชการมากเกินไป และไม่ได้จัดประชุมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกบ่อยครั้งพอ ที่สำคัญก็คือ ดับเบิ้ลยูทีโอยังลำเอียงเข้าข้างประเทศผู้ส่งออกมากกว่า และทำให้สหรัฐได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
เท่ากับว่าในขณะนี้สหรัฐกำลังจะทำบัญชีแบล็กลิสต์ที่เปิดศึกทุกด้าน เป็นการต่อยอดจากที่ได้ลงนามคำสั่งประธานาธิบดีให้ทบทวนแก้ปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีนเป็นเวลา 100 วัน และให้ศึกษาประเทศคู่ค้า 16 ชาติ (รวมถึงไทย) ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐไปก่อนหน้านี้ ยังไม่นับรวมคำสั่งประธานาธิบดีที่เตรียมทบทวนตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าในแต่ละรายการด้วย
หากมองในมุมที่ว่าทรัมป์กำลังบลัฟขู่ประเทศอื่นๆ ด้วยการเงื้อง่าตั้งท่าพิจารณาจะขึ้นบัญชีลงโทษและจัดระเบียบการค้าโลกใหม่ก็เป็นไปได้ เพราะจากการทำงาน 100 วันที่ผ่านมาก็บ่งชี้ได้อย่างหนึ่งว่า ผู้นำสหรัฐรายนี้พูดได้ผลมากกว่าทำให้สำเร็จ กฎหมายหลายฉบับก็ยังผ่านออกมาไม่ได้ทั้งที่ได้สภาเป็นพรรครีพับลิกันทั้งสองสภา ขณะที่การข่มขู่ประเทศคู่ค้าอื่นๆ นั้น ก็ยังมีอุปสรรคของการละเมิดข้อตกลงดับเบิ้ลยูทีโออยู่เช่นกัน
อย่างไรก็ดี ในฐานะที่เป็นประธานาธิบดีที่คาดเดาได้ยากที่สุดคนหนึ่งนั้น ก็ไม่อาจประเมินต่ำไปได้เช่นกันว่าทรัมป์จะมีดีแค่ขู่
ทั้งนี้ คำขู่ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดข้อหนึ่งก็คือ การงัดมาตรา 232 (เซฟการ์ด) ขึ้นมาใช้ ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ หากมีการตรวจสอบพบว่าสินค้านั้นๆ สร้างความเสียหายต่อความมั่นคงของสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันสหรัฐกำลังเร่งศึกษาเพื่อใช้มาตรานี้กับสินค้านำเข้า ประเดิมโดยสินค้ากลุ่มที่ถูกจีนบุกตลาด อาทิ เหล็กและอะลูมิเนียม
แต่เดิมนั้น ทรัมป์ตั้งใจจะใช้วิธีการขึ้นบัญชีดำค่าเงินในรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้า ที่เปิดทางให้สหรัฐสามารถตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าในภาพรวมต่อประเทศที่ปั่นค่าเงินเอื้อการส่งออกได้ ทว่าในรายงานเมื่อวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา ไม่มีประเทศใดที่เข้าข่ายปั่นค่าเงินครบทั้ง 3 เงื่อนไข จึงทำให้สหรัฐไม่สามารถตั้งกำแพงภาษีแบบเหมารวมทั้งประเทศได้ ทางออกจึงอยู่ที่การตั้งกำแพงภาษีเป็นรายสินค้าโดยใช้มาตราเซฟการ์ด 232 มากกว่า
แม้ว่าการใช้วิธีนี้อาจสุ่มเสี่ยงผิดกฎของดับเบิ้ลยูทีโอ แต่สหรัฐในยุคของทรัมป์ก็มีแนวโน้มที่จะเพิกเฉยต่อองค์กรนี้โดยยึดเอากฎหมายของตัวเองเป็นหลัก ตามที่มีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐกำลังพิจารณาที่จะทบทวนความตกลงกับดับเบิ้ลยูทีโอใหม่ หรืออาจถึงขั้นถอนตัวออกจากองค์กรนี้ เพราะถือว่าได้เปรียบที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากทำข้อตกลงการค้าด้วย แม้จะเป็นข้อตกลงทวิภาคีที่คู่ค้าประเทศเล็กจะเสียเปรียบก็ตาม
ทรัมป์เพิ่งส่งรายงานนโยบายการค้าของรัฐบาลทรัมป์ ความยาว 336 หน้า ต่อสภาคองเกรส เพื่อประกาศชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะรื้อแนวทางการค้าใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสหรัฐมากที่สุดตามนโยบาย “อเมริกาเฟิสต์” ซึ่งรวมถึงการเจรจากับดับเบิ้ลยูทีโอใหม่ และการเปิดช่องทางให้ออกจากองค์กรนี้
หากคองเกรสเปิดทางให้รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าแนวทางดังกล่าวจริง ก็จะนำไปสู่สงครามการค้าที่สร้างความปั่นป่วนต่อทั่วโลกตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หรือแม้จะอนุมัติเป็นกรณีๆ ไป เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม แต่ก็จะทำให้คู่ค้ารายใหญ่เช่นจีนไม่อยู่นิ่งเช่นกัน หลังจากที่สื่อของทางการจีนเพิ่งออกโรงเตือนเรื่องกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐ ที่เป็นตัวดึงธุรกิจอเมริกันกลับประเทศ และจะทำให้บรรยากาศการค้าโลกในปีนี้อาจสะดุดลงอีกครั้ง แทนที่จะฟื้นตัวตามคาดการณ์เดิม
ไม่ว่าจะเล่นแรงหรือยังพอประนีประนอมอยู่ ทว่าการเคลื่อนไหวของสหรัฐที่ไม่หยุดนิ่งเช่นนี้ก็จะทำให้บรรยากาศการค้าโลกอึมครึมยาวตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน







