
ซีแอลเอ็มวีที บูมตลาดเที่ยวอาเซียน
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมปรับกลยุทธ์ความร่วมมือการทำงานของสมาชิก มุ่งเจาะลึกแบบประเทศต่อประเทศ มากกว่าการ หารือแบบเหมารวมเหมือนที่ผ่านมา
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ปิดฉากการประชุมสุดยอดสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel and Tourism Council global Summit 2017 หรือ WTTC2017 จัดขึ้นวันที่ 26-27 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งการประชุมในครั้งนี้เป็นเสมือนเวทีประกาศตัวให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพความพร้อมขึ้นเป็นผู้นำด้านการ ท่องเที่ยวของประเทศไทยในภูมิภาคอาเซียน และไต่ระดับภูมิภาคเอเชียถึงขึ้นระดับโลก วัดได้จากชื่อชั้นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ผลโหวตความชื่นชอบมัก ติดอันดับ 1 ใน 5 ต่อเนื่องทุกปี
โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมปรับกลยุทธ์ความร่วมมือการทำงานของสมาชิก มุ่งเจาะลึกแบบประเทศต่อประเทศ มากกว่าการ หารือแบบเหมารวมเหมือนที่ผ่านมา เพื่อให้แผนการทำงานสามารถขับเคลื่อนได้จริง โดยไทยจะเน้นร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ภายใต้แนวคิดกลุ่มซีแอลเอ็มวีที เพราะประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา และการติดตามพฤติกรรมการเดินทาง ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พบว่าการเดินทางในแต่ละครั้งจะเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเฉลี่ย 2 ประเทศ/ครั้ง
"ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาหลายโครงการของชาติอาเซียนเกิดยาก เช่น ซิงเกิ้ล วีซ่า ไม่สามารถหารือกันได้ เพราะมีความได้เปรียบเสียเปรียบเรื่องการจัดเก็บ ทำให้การพูดคุยเรื่องนี้ เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งทุกฝ่ายมองว่าเรื่องวีซ่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการจูงใจนักท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่จะเลือกเที่ยวประเทศนั้นๆ" กอบกาญจน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไทยได้ทยอยลงนามความร่วมมือกับชาติอาเซียนกลุ่มซีแอลเอ็มวีทีอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากเมียนมา ขยายเส้นทางการ ท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยง ล่าสุดขยายความร่วมมือกับฟิลิปปินส์ โดยมองว่าประเทศมีความพร้อมในการเป็น ผู้นำทางการท่องเที่ยว และความร่วมมือกันของชาติอาเซียนจะมีลักษณะการเติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
สำหรับภาพรวมการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน ยังพึ่งพานักท่องเที่ยวจีน ซึ่งขณะนี้หน่วยงานภาครัฐได้พยายามกระจายความเสี่ยง โดยมุ่งส่งเสริม การเดินทางของนักท่องเที่ยวตลาดอาเซียนเป็นตลาดหลัก โดยภาพรวมตลาดอาเซียนทุกตลาดมีการเติบโตที่ดี ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1-23 เม.ย. ที่ผ่านมา จำนวน 2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สร้าง รายได้ 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% หากนับจากวันที่ 1 ม.ค. จนถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยประมาณ 11 ล้านคน เพิ่มขึ้น 1% สร้างรายได้ 5.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%
อย่างไรก็ตาม ภาพความเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในอาเซียน ของไทยกับตัวเลขการเติบโตของนักท่องเที่ยวและรายได้ทางการท่องเที่ยว เป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสินค้าและบริการให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้องไม่ลืมว่าทุกชาติในอาเซียนเกิดการเปลี่ยนแปลงและให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวไม่แพ้ไทยชนิดหายใจรดต้นคอเช่นกัน







