
ยุโรปยังเสี่ยง ล่ามตรวนอีซีบี
ยุโรปเผชิญกับปีที่หนักหนาสาหัสต่อเนื่องจากการที่สหราชอาณาจักรถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต
โดย... ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ยุโรปเผชิญกับปีที่หนักหนาสาหัสต่อเนื่องจากการที่สหราชอาณาจักรถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา และในปีนี้ยุโรปก็ยังเจอกับการเจรจาเบร็กซิตอย่างต่อเนื่อง และยังเผชิญกับความเสี่ยงทางการเมืองภายใน 27 ชาติอียูที่เหลืออยู่ เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนี
ความเสี่ยงด้านการเมืองสร้างความยุ่งยากให้กับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ทำให้ไม่สามารถขยับนโยบายการเงินเข้มงวดได้ตามเศรษฐกิจมหาอำนาจอย่างสหรัฐได้ แม้อัตราเงินเฟ้อในยุโรปกำลังฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ
อีซีบีลดวงเงินโครงการซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) จากเดือนละ 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.9 ล้านล้านบาท)เหลือ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) เริ่มต้นเดือน เม.ย.นี้ และแม้จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ติดลบ 0.4% แต่คณะกรรมการการเงินของอีซีบีบางคนได้ออกมาส่งสัญญาณว่า อีซีบีอาจจะเข้มงวดการเงินมากขึ้นในปีนี้ เช่น เยนส์ วีดมันน์ สมาชิกจากเยอรมนี และเบอนัวต์ เกอเร่
“พวกเราจะต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลในรูปแบบของความน่าเชื่อถือของพวกเรา ถ้าพวกเราล้มเหลวที่จะเปลี่ยนนโยบายหลังพวกเราปรับแนวโน้มเศรษฐกิจ” เบอนัวต์ เกอเร่ หนึ่งในคณะกรรมการการเงินของอีซีบี กล่าว และระบุว่า อีซีบีอาจพิจารณาปรับนโยบายหากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น
อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 1.5% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.0% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 4 ปี แต่ยังใกล้เคียงกับเป้าหมายของอีซีบีซึ่งอยู่ที่เกือบ 2% (แต่ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าเท่าใด) โดยอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ประกอบกับการลดวงเงินคิวอี ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า อีซีบีจะปรับไปใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดในเร็ววันนี้
ขณะเดียวกัน การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยเฉพาะการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ ยังส่งผลกระทบกับภาคธนาคารจนทำให้เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยูโรโซนอย่างเยอรมนี ที่ไม่ได้ประสบปัญหาเศรษฐกิจหนักเช่นสมาชิกรายอื่น ยังต้องส่งสัญญาณปัญหาถึงอีซีบีมาตลอดด้วยเช่นกัน เนื่องจากเยอรมนีประสบภาวะขาดพันธบัตรรัฐบาลที่มีไม่เพียงพอให้อีซีบีเข้าซื้อ และเยอรมนียังเรียกร้องให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกด้วย
“การใช้ดอกเบี้ย 0% หรือน้อยกว่า 0% เป็นปัญหาอย่างมากในหลายเหตุผล” รอยเตอร์ส อ้างรายงานของคณะที่ปรึกษารัฐบาลเยอรมนี
อย่างไรก็ตาม มาริโอ ดรากีผู้ว่าการอีซีบี ออกโรงปฏิเสธข่าวลือว่าอีซีบีจะยกเลิกการใช้ดอกเบี้ยติดลบในปีนี้ และยังไม่มีแผนจะเปลี่ยนนโยบายของอีซีบีจนกว่าจะสิ้นสุดการใช้คิวอีที่ยืนยาวจนถึงครึ่งปีแรกของปี 2018 เช่นกัน โดยผลกระทบต่อภาคธนาคารนั้นมีอย่างจำกัด
สำหรับความเสี่ยงในปีนี้ หลายฝ่ายยังคงจับตาความเสี่ยงทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเลือกตั้งฝรั่งเศสที่จะสร้างแรงกระเพื่อมไปถึงยูโรโซน และผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดที่หลายฝ่ายคาดไว้ คือ การถอนตัวออกจากอียูตามอังกฤษไป หรือที่เรียกว่า “เบร็กซิต” ซึ่งจะจัดการเลือกตั้งรอบแรกในวันที่ 23 เม.ย.ที่จะถึงนี้ และรอบชิงในวันที่ 7 พ.ค.
จากผลสำรวจล่าสุด มารีน เลอ เปนตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคแนชันนัลฟรอนต์ (เอฟเอ็น) ฝ่ายขวาจัดและชูนโยบายต่อต้านอียู โดยผลสำรวจโอโดซา พบว่า เลอ เปน กำลังตีตื้น เอ็มมานูเอล มาครองผู้สมัครที่มีแนวคิดกลาง ซึ่งนำห่างอยู่เพียง 23.5% ต่อ 23% เท่านั้น
เลอ เปน ชูนโยบาย “มารีน 2017” ประกอบไปด้วยการเจรจาเงื่อนไขในการเป็นสมาชิกอียูใหม่เพื่อให้แต่ละสมาชิกลดความร่วมมือระหว่างกัน และเพิ่มความเป็นอิสระมากขึ้น แต่หากไม่สามารถเจรจาจนพอใจได้ภายใน 6 เดือน เลอ เปนซึ่งหากได้รับชัยชนะ จะจัดการประชามติออกจากอียูซ้ำรอยเบร็กซิต รวมถึงเลอ เปน ยังชูนโยบายปิดรับผู้อพยพและใช้นโยบายการปกป้องการค้าคล้ายคลึงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอีกด้วย
ไม่ใช่เพียงแต่ฝรั่งเศสเท่านั้นที่ต้องจับตามอง ด้านอิตาลีเอง หลังการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งตามมาด้วยการลาออกของนายกรัฐมนตรี มัตเตโอ เรนซี อาจจะมีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ทุกเมื่อ โดยการทำประชามติ ดังกล่าว ฝ่ายต่อต้านการแก้ไขที่ได้รับชัยชนะมีกลุ่มไฟว์สตาร์มูฟเมนต์ ที่มีแนวคิดต่อต้านอียูเป็นผู้หนุนหลัง แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของฝ่ายชาตินิยม
ขณะเดียวกัน อียูยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการเจรจาประเด็นสมาชิกภาพกับอังกฤษ โดยแม้นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษจะให้สัญญาว่า ในระหว่างระยะเวลาการเจรจา ซึ่งจำกัดไว้ที่ 2 ปี ประชาชนจากประเทศชาติในอียูยังคงสามารถเคลื่อนย้ายเข้าออกอังกฤษได้อย่างอิสระ ทว่า ยังคงไม่แน่นอนว่าจะสามารถเก็บข้อได้เปรียบด้านเคลื่อนย้ายแรงงานไว้ต่อไปได้หรือไม่
การเคลื่อนย้ายอย่างอิสระเป็นหนึ่งในประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับชาวอังกฤษ ที่เผชิญการแข่งขันสูงด้านการจ้างงานกับประชาชนจากประเทศอื่นๆ ในยุโรป จนเป็นหนึ่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อังกฤษเลือกถอนตัวจากสหภาพ
ขณะเดียวกัน การเจรจาดังกล่าวอังกฤษอาจไม่สามารถรักษาสถานะตลาดเดียวและการเข้าถึงตลาดอียูอย่างอิสระเอาไว้ได้ หรือเป็นการออกจากอียูแบบ “ฮาร์ดเบร็กซิต” และเป็นการสูญเสียการเข้าถึงตลาดด้วยกันทั้งสองฝ่าย แม้จะมีความเป็นไปได้ที่จะเจรจาข้อตกลงการค้าต่อเนื่องหลังจากเจรจาประเด็นสมาชิกภาพเสร็จสิ้นลงไปแล้ว







