
จับตาซัมมิท‘จีน-สหรัฐ’ เดิมพัน 2 ยักษ์ศก.โลก
การประชุมทวิภาคีครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในปีนี้ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” และประธานาธิบดีจีน “สีจิ้นผิง”
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การประชุมทวิภาคีครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในปีนี้ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” และประธานาธิบดีจีน “สีจิ้นผิง” กำลังจะเปิดฉากขึ้นที่บ้านพักส่วนตัวของทรัมป์ใน มาร์ อาลาโก รัฐฟลอริดา สหรัฐ ระหว่างวันที่ 6-7 เม.ย.นี้ ท่ามกลางการจับตาของทั่วโลกว่า นี่จะเป็นการพลิกสถานการณ์ที่ตึงเครียดของความเป็นศัตรูและการปกป้องทางการค้าไปสู่บรรยากาศที่ดีขึ้นได้หรือไม่
การประชุมทวิภาคีเป็นครั้งแรกนี้ จะครอบคลุมในหลายด้านนำโดยประเด็นเรื่องการค้า ที่กำลังมีประเด็นร้อนแรงเรื่องที่สหรัฐขาดดุลการค้าหลัก จนนำไปสู่การลงนามคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี ให้ศึกษาทบทวน 16 ชาติที่เกินดุลกับสหรัฐว่ามีการกระทำที่เอาเปรียบหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นๆ อาทิ ค่าเงิน การเข้าถึงตลาด เกาหลีเหนือ และทะเลจีนใต้
หัวใจหลักที่ทุกฝ่ายจับจ้องมากที่สุดก็คือเรื่อง “การค้า” เพราะเกี่ยวพันกับกฎหมายและรายงาน 2 ฉบับที่สหรัฐกำลังจะออกมาในเร็วๆ นี้ คือ รายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้า หรือรายงานประเทศปั่นค่าเงินซึ่งกำลังจะออกมาในวันที่ 15 เม.ย.นี้ ส่วนอีกเรื่องคือกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐ ที่รวมเรื่องภาษีสินค้าชายแดนจำแนกตามประเภท (BAT) ซึ่งรีพับลิกันตั้งใจว่าจะร่นเวลานำเข้าสภาคองเกรสให้เร็วขึ้น หลังจากที่ถอดกฎหมายประกันสุขภาพไปก่อนหน้านี้
ประเด็นก็คือ ทรัมป์ป่าวประกาศมาตั้งแต่ช่วงหลายเดือนก่อนหน้าศึกเลือกตั้งแล้วว่า จีนคือศัตรูเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐที่ทั้งแย่งงานและได้ดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนถึง 3.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 12 ล้านล้านบาท) ซึ่งสหรัฐเองต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหานี้ตามที่ได้หาเสียงไว้
ทุกฝ่ายจึงต้องจับตาว่าสิ่งที่ทรัมป์กำลังจะลงมือทำนั้น คือการหันมาเจรจาต่อรองผลประโยชน์กันแบบนักธุรกิจ หรือจะลั่นกลองรบแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ตามที่เคยขู่เอาไว้ว่าจะขึ้นบัญชีดำจีนเป็นประเทศปั่นค่าเงิน และลงโทษด้วยการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสูงสุดถึง 45%
ในทางปฏิบัติจริง ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ได้ต้องการสงครามการค้าซึ่งจะทำให้เจ็บตัวทั้งคู่ แต่ทรัมป์ตกเป็นฝ่ายที่กดดันมากกว่า เพราะไปสัญญากับประชาชนเอาไว้แล้วว่าจะจัดการจีน และปัจจุบันทรัมป์ยังอยู่ในสถานการณ์ที่เพลี่ยงพล้ำเพราะยังทำตามที่สัญญาเอาไว้ไม่ได้ในหลายเรื่อง อาทิ กฎหมายประกันสุขภาพ กฎหมายปฏิรูปภาษี และการผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งล้วนเป็นหัวใจหลักต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอเมริกัน นอกจากนี้ รัฐบาลของทรัมป์ยังขาดผู้เชี่ยวชาญด้านจีนและการเจรจาการค้า ซึ่งหลายคนยังไม่ผ่านขั้นตอนการรับรองของสภาคองเกรส
ไมเคิล โฟรแมน อดีตผู้แทนการค้าสหรัฐในสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ให้ความเห็นกับซีเอ็นเอ็นว่า ความเสี่ยงจากการประชุมครั้งนี้ก็คือ จีนมองออกว่าทรัมป์เป็นนักธุรกิจโดยธรรมชาติ และจะยื่นข้อเสนอบางอย่างให้ เช่น การเข้าไปลงทุนหรือซื้อสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น แทนที่จะเป็นการเจรจากดดันให้จีนต้องเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ยากและใช้เวลานานกว่า
ลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วกับบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่พร้อมใจกันประกาศแผนการลงทุนในสหรัฐมากขึ้น หลังถูกขู่ในเรื่องกำแพงภาษีและเรื่องปั่นค่าเงิน
รอยเตอร์สรายงานอ้างนักวิเคราะห์หลายฝ่ายว่า ประธานาธิบดีสี อาจขนทัพนักธุรกิจไปพร้อมกับดีลการลงทุนเพื่อสร้างงานในสหรัฐ และยังอาจยอมอ่อนข้อให้มากกว่านั้นด้วยการยอมเปิดตลาดจีนให้มากขึ้น
ประเด็นเรื่อง “การเข้าถึงตลาดจีน” ก็เป็นอีกเรื่องสำคัญในเชิงรูปธรรม หลังจากที่บรรดานักธุรกิจอเมริกันเริ่มส่งเสียงบ่นออกมาอย่างต่อเนื่องว่า จีนกีดกันต่างชาติมากขึ้นต่อการเข้าไปลงทุนในจีน และความกังวลของนักลงทุนต่างชาติยังรุนแรงขึ้นหลังจากที่จีนออกมาตรการ เมดอินไชน่า 2025 หรือแผนอุตสาหกรรม 4.0 ของจีนที่จะเปลี่ยนประเทศไปสู่นวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การกีดกันต่างชาติมากขึ้น
รอยเตอร์สรายงานว่า ภาคธุรกิจอเมริกันเริ่มกดดันให้ทรัมป์บีบจีนให้เปิดตลาดมากขึ้น รวมถึงแก้ปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรม อาทิ กลุ่มเหล็ก ต้องการให้กดดันเรื่องราคา หลังจากที่ถูกเหล็กจีนทุ่มตลาดเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่วนกลุ่มยานยนต์ต้องการให้กดดันเรื่องกำแพงภาษีที่แตกต่างกันมาก โดยสหรัฐตั้งกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์เพียง 2.5% เมื่อเทียบกับจีนที่ 25% ขณะที่กลุ่มไอทีอาจเรียกร้องให้แก้ปัญหาการกีดกันในรูปแบบอื่นๆ อาทิ กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ฉบับใหม่
สำหรับประเด็นเรื่อง “การปั่นค่าเงิน” ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งในเรื่องในการเจรจานั้น ยังเป็นเรื่องที่ฟันธงได้ยากว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะอาจถูกตีความว่าเป็นการเปิดสงครามการค้าอย่างเต็มรูปแบบ และจะนำไปสู่การใช้มาตรการตอบโต้ตามมาอย่างแน่นอน ขณะที่ปัจจุบัน โครงสร้างเศรษฐกิจและการเงินของจีนเองก็เริ่มเปลี่ยนไปจากอดีต ทำให้จีนหันมาขึ้นค่าเงินแทนที่จะกดลงเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดเงินและแก้ปัญหาเรื่องทุนไหลออก
อย่างไรก็ดี เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ ได้อ้างความเห็นของแอนดี รอธแมน นักกลยุทธ์จากแมธธิว เอเชียว่า มีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะยังเดินหน้าขึ้นบัญชีดำจีน เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้ระหว่างหาเสียง และวิธีนี้ยังทำให้เกิดผลกระทบในทางปฏิบัติจริงน้อย เพราะแม้จะขึ้นบัญชีแล้วสหรัฐก็ยังไม่ได้กำหนดบทลงโทษทางกำแพงภาษีทันที แต่จะมีช่วงเวลาเจรจาต่อรองซื้อเวลากันก่อนราว 1 ปี ซึ่งหลังจากนั้นหากเจรจาไม่ได้และต้องกำหนดบทลงโทษ ก็ใช่ว่าจะต้องใช้กำแพงภาษี 45% ต่อสินค้าทุกรายการ และมีรายละเอียดที่สามารถผ่อนหนักผ่อนเบาได้อีก
นอกจากเรื่องเศรษฐกิจการค้าแล้ว ยังต้องจับตาเรื่องความมั่นคงในประเด็น “เกาหลีเหนือ” ด้วย หลังจากที่ทรัมป์เพิ่งส่งสัญญาณผ่านการให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียล ไทม์ส ว่า อาจลุยเดี่ยวแก้ปัญหาเกาหลีเหนือโดยไม่พึ่งจีนเหมือนที่ผ่านมาอีก ซึ่งเท่ากับลดอำนาจต่อรองสำคัญที่สุดของจีนในภูมิภาคนี้ไป แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเชื่อว่าการใช้กำลังกับประเทศที่ไม่มีเหตุผลอย่างเกาหลีเหนือนั้นอาจไม่คุ้ม เพราะไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าอีกฝ่ายจะตอบโต้อย่างไรบ้าง หรืออาจเป็นการตอบโต้ที่คาดไม่ถึงอย่างการยิงขีปนาวุธใส่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น
ขณะที่ประเด็น “ทะเลจีนใต้” ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญในเวทีเจรจาครั้งนี้ เพราะนอกจากจะเป็นเส้นเลือดการค้าและอิทธิพลสำคัญที่จีนไม่ยอมเสียไปแล้ว ก็ยังเกี่ยวพันกับประเทศพันธมิตรอื่นๆ ของสหรัฐในภูมิภาคนี้ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ที่จับตาดูบทบาทความเป็นผู้นำของสหรัฐด้วย
ทั้งนี้ แม้จะยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่าผลจะออกมาหัวหรือก้อย ทว่าอย่างน้อยที่สุดนี่ก็อาจไม่ใช่การเจอกันแบบครั้งเดียวจบ หรือสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงได้แม้จะเป็นการหารือระดับผู้นำประเทศก็ตาม แต่อาจเป็นการประชุมเรียกน้ำย่อยที่มาคุยเพื่อให้รู้จักนิสัยใจคอกันมากกว่า โดย หลี่ย่งฮุย ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ มหาวิทยาลัยศึกษาความสัมพันธ์ต่างประเทศปักกิ่ง ให้มุมมองกับเดอะการ์เดียน ว่า นี่จะเป็นการพบเพื่อรู้จักกันก่อน และปูทางไปสู่การประชุมเฉพาะทางเพื่อร่วมมือหรือแก้ปัญหาในแต่ละประเด็นต่อไป







