
เศรษฐกิจเอเชียตะวันออก สะท้อนทิศทางอาเซียน
เอเชียตะวันออก ภูมิภาคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
เอเชียตะวันออก ภูมิภาคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก โดยมีอัตราการเติบโตในภูมิภาค หรือจีดีพี ในปี 2558 รวมกันประมาณ 21 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 735 ล้านล้านบาท) ทั้งนี้สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาประจำปี เอเชียตะวันออก 2560 กล่าวถึงเศรษฐกิจและความเคลื่อนไหวของประเทศในเอเชียตะวันออก และประเทศอาเซียน
ศ.กิตติคุณ ดร.ไชยวัฒน์ ค้ำชู คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บทบาทของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่ต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งมองว่าภูมิภาคนี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐในแง่ความเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุดในโลก ชนชั้นกลางเติบโตเร็ว ทั้งเป็นตลาดสำคัญในการส่งออกสินค้าของสหรัฐ
ขณะที่พื้นที่ในประเทศอาเซียน เป็นแหล่งลงทุนสำคัญของสหรัฐ ด้านฐานการผลิต ซึ่งได้ลงทุนในอาเซียนมากกว่าการลงทุนในจีนและเกาหลีใต้ รวมกัน ดังนั้นผู้นำคนก่อน คือ บารัก โอบามา จึงให้ความสำคัญกับพื้นที่เอเชียและอาเซียน ขณะที่ ทรัมป์ กล่าวหาเสียงประเด็นจะกีดกันทางการค้าแก่ประเทศจีน มองว่าเป็นผลมาจากการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ที่สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนถึง 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 12 2.5 แสนล้านบาท) แต่ทั้งนี้รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของจีน ได้กล่าวถึงประเด็นการกีดกันทางการค้าของทรัมป์ว่า สงครามทางการค้าย่อมไม่ส่งผลดีต่อทั้งสองประเทศ ซึ่งเห็นว่ามีความจริงอยู่มาก เพราะสหรัฐเองต้องพึ่งตลาดจีนอยู่ไม่น้อย
ดร.อนุสนธิ์ ชินวรรโณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการสถาบันจีน-ไทยแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศจีนได้ประกาศใช้แผนพัฒนา 5 ปี (2559-2563) ฉบับที่ 13 ในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งภาวะปกติใหม่ หรือ นิว นอร์มอล ของเศรษฐกิจเป็นเรื่องธรรมดา ด้วยการเติบโตของจีดีพีจีนเพียงหลักเดียว และในเดือน ต.ค.นี้ จีนจะมีประชุมสมัชชาพรรคแห่งชาติ (ปาร์ตี้ คองเกรส) ซึ่งผู้นำระดับสูงหลายท่านจะหมดวาระในปีนี้ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของจีน แต่มองว่ายังไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายใหญ่ๆ เนื่องจากประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ยังไม่ครบกำหนดวาระ ซึ่งจีนยังดำเนินยุทธศาสตร์ก้าวสู่การเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างรอบด้าน เช่น นโยบาย 1 แถบ 1 เส้น (เบลท์ แอนด์ โร้ด อินิชิเอทีฟ) ด้วยกลไกธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของเอเชีย และท่าทีการผลักดันกรอบยุทธศาสตร์ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ( อาร์เซ็ป) ให้เป็นรูปธรรมภายในปีนี้
รศ.ดร.กิตติ ประเสริฐสุข ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า การดำเนินนโยบายทางการเมืองเชิงรุก ของ ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรี โดยยกระดับความสามารถความมั่นคงของประเทศ เห็นได้ว่าญี่ปุ่นกระตือรือร้นในการเข้าร่วมและผลักดันความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) เพราะแม้ว่าสหรัฐจะถอนตัวออกไปแต่ก็ยังเป็นกลุ่มหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจอยู่ พร้อมเร่งความสัมพันธ์การค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงสานสัมพันธ์กับสหรัฐ ในปีนี้ได้เลือกเยือน 3 ประเทศแรกในอาเซียน คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อสร้างความมั่นคงของประเทศ เพราะทั้งสามประเทศล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นทะเลจีนใต้ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป
รศ.ดร.นพดล ชาติประเสริฐ ที่ปรึกษาสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีศึกษา เปิดเผยว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศของเกาหลีในขณะนี้ มีความท้าทายหลายด้าน ด้วยพบกับข้อจำกัดด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และเกาหลีเหนือ อีกทั้งเมื่่อต้องการเชื่อมโยงเส้นทาง 1 แถบ 1 เส้นของจีน ก็ติดข้อจำกัดเรื่องพรมแดนของประเทศเพื่อนบ้านเกาหลีเหนือ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของการเมืองในประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา จากการถูกถอดถอน ของประธานาธิบดี ปาร์คกึนเฮ จากข้อกล่าวหาทุจริต และการใช้อำนาจที่ผิด ซึ่งประธานาธิบดีที่ต้องบริหารประเทศต่อ
มีความท้าทายในการหาจุดสมดุลของนโยบายต่างประเทศ ให้กระทบต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด







