
เฟดป่วนตลาดเงิน
‘เยลเลน’ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย15มี.ค. คลังไม่ห่วง ธนชาตแนะลดตราสารหนี้
‘เยลเลน’ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย15มี.ค. คลังไม่ห่วง ธนชาตแนะลดตราสารหนี้
โพสต์ทูเดย์ - เฟดส่งสัญญาณขึ้น ดอกเบี้ย มี.ค. กสิกรไทยคาดขยับ 2 ครั้ง ธนชาตหวั่นตลาดเงินป่วน แนะนัก ลงทุนเร่งปรับพอร์ต ลดตราสารหนี้
ขณะเดียวกัน นายสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองประธานเฟด แสดงท่าทีสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มี.ค. ในการประชุมด้านนโยบายการเงินที่นครนิวยอร์กเมื่อคืนวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความเห็นที่สอดคล้องกับผู้บริหารเฟดก่อนหน้านี้ อาทิ นางลาเอ็ล เบรนาร์ด กรรมการเฟด นายวิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก และนายโรเบิร์ต แคปแลน ประธานเฟดดัลลัส
ด้าน นายอี้กัง รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เปิดเผยว่า จีนจะยังไม่รีบขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยพีบีโอซี จำเป็นต้องประเมินสภาวะเศร\ฐกิจภายในประเทศก่อน เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อก่อนตัดสินใจดำเนินการดังกล่าว สภาพคล่อง ในตลาดเงินของจีนอยู่ในระดับปกติและมีเสถียรภาพ แม้จีนประสบภาวะเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่องก็ตาม
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ให้ความเห็นว่า ธนาคารจะปรับมุมมองว่า ภายในปี 2560 เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกคาดว่าจะเป็นเดือน มี.ค.นี้โดยปรับขึ้น 0.25% ส่วนในครั้งที่ 2 ช่วงสิ้นไตรมาส 3 ปรับขึ้นอีก 0.25% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขึ้นครั้งเดียวในไตรมาส 4 ปี นี้ 0.25%
นอกจากนี้ ยังคาดว่าค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐสิ้นปีนี้ จะอยู่ที่ 35.70 บาท จากเดิมที่ 36.50 บาท เนื่องมาจากดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังเกินดุลสูง โดยคาดว่าปีนี้จะเกินดุล 8% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ส่งผลให้แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะทรงตัว
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต วิเคราะห์ว่า หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเดือน มี.ค.นี้ นับว่าเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเดือน มิ.ย. ที่อาจก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน โดยเฉพาะตราสารหนี้ หรือที่ใกล้เคียงตราสารหนี้ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีทส์)และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ จะเกิดการเร่งปรับพอร์ตลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะการลดตราสารหนี้ระยะยาวและโยกเงินส่วนใหญ่ไปยังสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ดังนั้นนักลงทุนจึงควรลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ หรือลดอายุคงเหลือเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต







