
"สหรัฐคือบ้านแห่งเดียวที่เรารู้จัก" เสียงจากชาวอเมริกัน เชื้อสายซีเรีย
Dania Albaba พลเมืองอเมริกันเล่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับญาติๆชาวซีเรียของเธอ หลังคำสั่งแบนถูกประกาศ
Dania Albaba พลเมืองอเมริกันเล่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับญาติๆชาวซีเรียของเธอ หลังคำสั่งแบนถูกประกาศ
Dania Albaba วัย 22 ปี นักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัย Texas Medical Branch เพิ่งจะเข้าศึกษาในชั้นปีแรก ตัวเธออาศัยอยู่ในเมือง Galveston ของรัฐเท็กซัส เธอและพี่น้องเป็นคนรุ่นแรกของครอบครัวที่เกิดในสหรัฐอเมริกา และได้สัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกัน
แต่คำสั่งแบนของทรัมป์กำลังแยกครอบครัว และญาติพี่น้องของเธอออกจากกัน เสียงสะท้อนจากประชาชนชาวอเมริกันอย่างเธอเป็นหนึ่งในผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวมุสลิมในสหรัฐ หลังทรัมป์ประกาศแบนพลเมืองจากประเทศมุสลิม 7 ประเทศห้ามเข้าประเทศ และรวมไปถึงซีเรียด้วย
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ฉันอยู่กับครอบครัวที่บ้าน ทุกๆคนกำลังพูดคุยถึงคุณป้าที่กำลังเดินทางมายังสหรัฐ เรากำลังแต่งบ้านใหม่เพื่อต้อนรับเธอ ตัวฉันอยู่บนชั้นบน และเมื่อเห็นข่าวประกาศในเฟซบุ๊กว่าประธานาธิบดีทรัมป์แบนพลเมืองจาก 7 ประเทศมุสลิม รวมทั้งซีเรียด้วย ฉันวิ่งลงมาบอกแม่ที่ชั้นล่างว่าจะไม่มีใครได้เข้าสหรัฐอีกแล้ว พวกเขาตกใจ ยายของฉันเริ่มร้องไห้ การเดินทางครั้งนี้เป็นการมาสหรัฐครั้งแรกของคุณป้า ตั้งแต่เธอแต่งงาน จริงๆแล้วมันเป็นทริปฮันนีมูนด้วยซ้ำ
เราทุกคนช็อก แต่ฉันไม่ตกใจเท่าที่ครอบครัวของฉันรู้สึก พวกเขาเชื่อตลอดมาว่าภายใต้ระบบการปกครองของสหรัฐ เรื่องแบบนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น พวกเขาคิดว่าทรัมป์จะไม่มีวันปิดกั้นการมาถึงของผู้อพยพ ฉันเคยบอกพวกเขาแล้วว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในสักวัน
ป้าของฉันเดินทางมาจากซาอุดิอาระเบีย และอยู่ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ 5 นาทีก่อนที่เครื่องจะออกเจ้าหน้าที่จากสนามบินเดินมาบอกว่า ป้าของฉันต้องลงจากเครื่อง เพราะเธอไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสหรัฐ พวกเขาส่งกระเป๋าของป้ากลับไปยังซาอุ และจะส่งตัวเธอกลับไปด้วย ป้าของฉันเหมือนถูกลอยแพ
แม้ป้าจะรู้มาก่อนว่าคำสั่งนี้เป็นนโยบายของทรัมป์ แต่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นเร็วเช่นนี้ ขณะนี้ป้าและลุงของฉันทำได้แค่รอว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป พวกเขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
คุณปู่ และคุณย่าของฉันเคยอาศัยในซีเรีย พวกเขาเป็นเจ้าของกิจการโรงงานทำซีเมนต์ และมีลูกด้วยกัน 11 คน ลุงป้าน้าอาของฉันอาศัยอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก เช่นซาอุดิอาระเบีย, การ์ตา, กรุงลอนดอน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, จอร์แดน, ซีเรีย และอีก 3 คน อาศัยอยู่ในสหรัฐ
เมื่อเกิดสงครามซีเรีย พวกเขาขอลี้ภัย ได้กรีนการ์ดและลี้ภัยมายังสหรัฐ เพื่อมาอาศัยกับพ่อและแม่ของฉัน พวกเขาอาศัยอยู่ในสหรัฐมานานหลายปี แต่เมื่อหลายเดือนก่อน ทั้งคู่บินไปยังซาอุเพื่อเยี่ยมลุงกับป้าของฉันที่อาศัยอยู่ในจอร์แดน ขณะนี้พวกเขากำลังลำบาก กลับซีเรียก็ไม่ได้ อยู่ที่จอร์แดนก็ไม่ได้ สหรัฐคือบ้านเพียงแห่งเดียวที่พวกเขารู้จักตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้ฉันคุยโทรศัพท์กับย่า ท่านเอาแต่ร้องไห้ ท่านไม่อยากถูกตัดขาดจากครอบครัว และก็ไม่อยากใช้ชีวิตที่จอร์แดนไปอีก 2 - 3 ปีข้างหน้า พื้นที่รอบๆบ้านของฉัน ผู้คนโหวตให้กับทรัมป์ ที่นี่ผู้คนไม่อายที่จะแสดงความเกลียดชัง บางครั้งในขณะที่ฉันขับรถ ฉันต้องมองไปยังรถคันอื่นๆว่าเขากำลังจ้องมองฉันอยู่หรือเปล่า ฉันเคยมีประสบการณ์แย่ๆในทำนองนั้น รถคันหนึ่งหยุดข้างหน้าฉัน คนในนั้นจ้องมองมายังฉันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ นั่นแค่การคุกคามเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นในช่วงเลือกตั้งเท่านั้น
ตัวฉันยังคงมีความเชื่อในระบบของสหรัฐ และคาดหวังว่าอะไรๆจะดีขึ้น ก่อนหน้านี้ฉันเพิ่งจะฟังวิทยุ ก่อนที่ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้ง คุณตาคนหนึ่งผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้สัมภาษณ์ว่า "ถ้าใครคนนั้นบอกว่าเขาเกลียดคุณ จงเชื่อเขา ถ้าเขาไม่ต้องการให้คุณอยู่ในประเทศเขา คุณควรเก็บคำพูดเหล่านั้นมาคิด เพราะพวกเขากำลังพูดความรู้สึกจริงๆ"
นโยบายของทรัมป์ไม่ว่าจะเป็นการกีดกันชาวมุสลิม, เม็กซิโก และการเหยียดผู้หญิงทั้งหลาย ฉันเก็บเอามาคิดหมด ชาวมุสลิมมากมายเชื่อว่าทรัมป์จะไม่ทำตามที่พูด แม้กระทั่งในบรรดาผู้สนับสนุนเขา แต่ดูสิว่าเกิดอะไรขึ้นในสัปดาห์แรก มันน่าผิดหวังมาก และฉันเองก็เหนื่อยที่จะโน้มน้าวใครให้เชื่อตามแล้ว ว่าทรัมป์เอาจริง







