
ไม่ใช่แค่ทรัมป์! สหรัฐเคยแบนผู้อพยพมาแล้ว 6 ครั้ง
นโยบายการแบนชาวมุสลิม หรือพลเมืองที่ถูกเจาะจงจากชาติใดชาติหนึ่งเป็นพิเศษนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา
นโยบายการแบนชาวมุสลิม หรือพลเมืองที่ถูกเจาะจงจากชาติใดชาติหนึ่งเป็นพิเศษนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษ ห้ามประชาชนจาก 7 ประเทศมุสลิมได้แก่ อิรัก, ซีเรีย, อิหร่าน, ซูดาน, ลิเบีย, โซมาเลีย และเยเมน เข้าประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลาอย่างน้อย 90 วัน นอกจากนั้นยังยุติการรับผู้อพยพจากซีเรีย เป็นเวลาอีกถึง 120 วัน
คำสั่งดังกล่าวสร้างเสียงต่อต้านจากผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก ชาวมุสลิม ผู้อพยพ และผู้สนับสนุนพากันชุมนุมประท้วงในหลายพื้นที่ หลายสนามบินของสหรัฐเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่ถูกกักตัว หลายบริษัทเรียกพนักงานชาวต่างชาติของตนกลับ เช่นกูเกิล เป็นต้น
แต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นครั้งแรกของสหรัฐ ตลอด 200 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐได้วางข้อจำกัดในการตรวจคนเข้าเมือง และนี่คือ 6 ตัวอย่างที่กฏหมายจำกัดคนเข้าเมือง ซึ่งเฉพาะเจาะจง และเลือกปฏิบัติกับผู้คนบางกลุ่มนั้น ผ่านความเห็นชอบ และถูกดำเนินเป็นกฏหมายจริงๆ
แบนชาวจีน โดย ประธานาธิบดี Chester A, Arthur. ลงนามเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1882
กฏหมายแบนชาวจีนนั้นครอบคลุมถึงแรงงานชาวจีนที่มีฝีมือ และไร้ฝีมือ รวมไปถึงคนงานเหมืองจากจีนด้วย ห้ามเข้าสหรัฐเป็นเวลา 10 ปี นับเป็นกฏหมายแรกของการจัดการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด อันเป็นผลมาจากการที่ชาวอเมริกันต้องเผชิญกับภาวะว่างงานสูง
นอกจากนั้นกฏหมายยังกระทบไปถึงบรรดาชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐด้วย ชาวจีนต้องซื้อเอกสารรับรองหากเดินทางออกนอกประเทศ และต้องการกลับมาอีกครั้ง และพวกเขายังไม่ได้รับสิทธิพลเมืองอีกด้วย
กฏหมายถูกกำหนดให้สิ้นสุดในปี 1892 แต่ได้รับการขยายเวลาออกไปอีก 10 ปี ซึ่งวางข้อจำกัดเพิ่มเติมแก่ชาวจีนที่อาศัยในสหรัฐ ต้องลงทะเบียนและมีเอกสารรับรอง ไม่เช่นนั้นจะถูกเนรเทศ
แบนผู้อพยพชาวยิว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt.
ผู้คนจำนวนหลายล้านคนต้องกลายเป็นผู้อพยพ จากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประธานาธิบดีสหรัฐเตือนว่าปัญหาผู้อพยพส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ นอกจากนั้นยังมีความหวาดกลัวว่าสายลับของนาซี อาจแฝงตัวเข้ามาพร้อมกับผู้อพยพ รัฐบาลสหรัฐจึงได้จำกัดจำนวนผู้อพยพชาวยิว จากเยอรมนีเพียง 26,000 คนต่อปี ซึ่งในความเป็นจริง จำนวนที่รับจริงๆนั้นมีเพียงร้อยละ 25 จากตัวเลขที่กำหนดไว้เท่านั้น
กรณีเลวร้ายที่เกิดขึ้นคือ ในปี 1939 สหรัฐปฏิเสธรับผู้อพยพจำนวน 937 คน จากเรือเดินสมุทร St Louis ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวยิว เรือลำดังกล่าวถูกบังคับให้เดินทางกลับยุโรป และ 1 ใน 4 ของผู้โดยสารลงเอยชะตากรรมของพวกเขาด้วยการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยพรรคนาซี
แบนผู้มีแนวคิดอนาธิปไตย โดย ประธานาธิบดี Theodore Roosevelt ลงนามเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 1903
ในปี 1903 บรรดาอนาธิปไตย และผู้ที่มีแนวคิดสุดโต่งทางการเมืองถูกแบนห้ามเข้าสหรัฐอเมริกา สิ่งนี้เป็นผลมาจากเหตุการณ์เมื่อปี 1901 ประธานาธิบดี William McLinley ถูกลอบสังหารเสียชีวิต โดย Leon Czolgosz ชายชาวอเมริกันผู้นิยมแนวคิดอนาธิปไตย (ไม่ต้องการรัฐ และรัฐบาล) บุตรชายของผู้อพยพชาวโปแลนด์
กฏหมายถูกประกาศใช้ในปี 1903 นอกจากนั้นแล้วยังแบนบุคคลอีก 3 ประเภทอีกด้วย ได้แก่ ผู้ป่วยโรคลมชัก, ขอทาน และนายหน้าค้าโสเภณี กฏหมายการแบนอนาธิปไตยนี้นับเป็นครั้งแรกที่ ผู้ที่มีแนวคิดทางการเมืองแตกต่างถูกแบน
แบนคอมมิวนิสต์ ผ่านสภาคอนเกรส เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ปี 1950 แม้จะถูกคัดค้านโดยประธานาธิบดี Harry Truman
กฏหมายรักษาความปลอดภัยของประเทศในปี 1950 เอื้อให้เจ้าหน้าที่สามารถเนรเทศผู้อพยพคนใดก็ได้ ที่เชื่อว่าพวกเขามีแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ บรรดาผู้สังกัดพรรคคอมมิวนิสต์จำเป็นต้องลงทะเบียน มิเช่นนั้นจะไม่ได้รับสิทธิเป็นพลเมือง ประธานาธิบดี Truman ต่อต้านกฏหมายดังกล่าวโดยระบุว่าเป็นการดูถูกดูแคลนสิทธิมนุษยชนของอเมริกันเอง
แบนชาวอิหร่าน โดย ประธานาธิบดี Jimmy Carter ลงนามเมื่อวันที่ 7 เมษายน 1980
ในปี 1979 เจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันจำนวน 52 คน ถูกจับเป็นตัวประกัน ในสถานทูตสหรัฐ ประจำกรุงเตหะราน เป็นเวลานานถึง 444 วัน อันเป็นผลมาจากวิกฤติการเมืองในอิหร่าน
ประธานาธิบดี Carter ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูต และคว่ำบาตรอิหร่าน รวมถึงแบนชาวอิหร่านห้ามเดินทางเข้าสหรัฐอีกด้วย มาในวันนี้ชาวอิหร่านถูกแบนอีกครั้ง ด้วยการเป็น 1 ใน 7 ประเทศมุสลิมที่ทรัมป์แบน
แบนผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ในปี 1987 สหรัฐออกคำสั่งแบนผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่เดินทางมาถึงยังสหรัฐอเมริกา กฏหมายมุ่งเป้าไปที่ชาวต่างชาติ และชาวรักเพศเดียวกัน โดยเฉพาะชาวแอฟริกัน และชนกลุ่มน้อย ในยุคสมัยนั้นมีความเชื่อผิดๆกันว่า เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายได้จากการสัมผัส และการหายใจ อดีตประธานาธิบดีโอบามา ยกเลิกกฏดังกล่าวในปี 2009 นับเป็นการยุติกระบวนการที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช เคยเริ่มไว้ขณะดำรงตำแหน่ง
ขอบคุณ Aljazeera







