
อังกฤษประกาศหย่าขาดอียู
เมย์เผยแผนออกตลาดเดียวอียู แลกคุมชายแดน ยังหวังเจรจาการค้าใหม่-ร่วมมือด้านความมั่นคง
เมย์เผยแผนออกตลาดเดียวอียู แลกคุมชายแดน ยังหวังเจรจาการค้าใหม่-ร่วมมือด้านความมั่นคง
นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ของอังกฤษ แถลงการณ์เป้าหมายในการเจรจาออกจากสหภาพยุโรป (อียู) 12 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นประกอบไปด้วยการละทิ้งสถานะตลาดเดียว และออกจากระบบศาลยุติธรรมยุโรปเพื่อกลับมาควบคุมชายแดนได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง อย่างไรก็ตามอังกฤษจะพยายามเจรจาการค้าเสรีกับอียูต่อไป และจะยังคงให้งบประมาณกับอียูต่อไปในปริมาณที่น้อยลง เพื่อแลกกับการเข้าถึงโครงการของอียูในบางโครงการ
นอกจากนี้ อังกฤษจะยังคงให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับพันธมิตรอียูต่อไป เพื่อรับมือกับความขัดแย้งต่างๆ เช่น การก่อการร้าย และรัสเซีย ซึ่งอังกฤษจะยังคงคว่ำบาตรรัสเซียในกรณีผนวก
ไครเมีย ทั้งนี้แผนการเจรจาดังกล่าวจะมีการเปิดลงมติในรัฐสภาเสียก่อน
ทั้งนี้ ค่าเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นมากกว่า 2% ไปอยู่ที่ 1.227 เหรียญสหรัฐ/ปอนด์ ในระหว่างการซื้อขายและระหว่างเมย์กำลังแถลงการณ์ ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ดัชนียูโรสต็อกซ์ลดลงไป 0.33% เช่นเดียวกับดัชนีฟุตซี 100 ของอังกฤษลดลง 0.52% โดยก่อนหน้านี้ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่น ปิดตลาดลดลง 1.5% หลุดระดับ 19,000 จุด ต่ำที่สุดตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.
ขณะเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาปรับขึ้น 1.6% จากเดือน พ.ย.ที่อยู่ที่ 1.2% และยังเป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2014 เป็นผลมาจากราคาอาหารและค่าโดยสารทางอากาศที่ปรับเพิ่มขึ้น หลังราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นยังคงผลักดันให้ราคาสินค้าจากโรงงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้าน ทอม สตีเวนซัน หัวหน้าหน่วยลงทุนของกองทุนฟิเดลิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า ค่าเงินปอนด์ที่ร่วงลงอย่างรุนแรงหลังจากเบร็กซิตเป็นผลให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยค่าเงินปอนด์จะอ่อนค่าลงไปอีกหลังการเผยของเมย์ และอังกฤษยังจะประกาศใช้มาตรา 50 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นเจรจากับอียูเป็นระยะเวลา 2 ปี ในเร็วๆ นี้ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับขึ้นอีก
รอยเตอร์สระบุว่า ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงไปแล้ว 20% เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ และอ่อนค่าลง 13% เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร นับตั้งแต่การทำประชามติออกจากอียูของอังกฤษเมื่อเดือน มิ.ย. 2016 โดยนักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดการณ์ว่า การอ่อนค่าของค่าเงินปอนด์ประกอบกับราคาน้ำมันที่เริ่มกลับมาสู่ขาขึ้น จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อถึง 3% ในช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค.นี้







