
'ทรัมป์'ยอมอ่อนท่าที
แย้มอาจเลิกคว่ำบาตรรัสเซีย-คุยจีนก่อนขึ้นบัญชีปั่นค่าเงิน
แย้มอาจเลิกคว่ำบาตรรัสเซีย-คุยจีนก่อนขึ้นบัญชีปั่นค่าเงิน
โพสต์ทูเดย์ - ทรัมป์เผยอาจเลิกคว่ำบาตรรัสเซียหากยอมช่วยสหรัฐ พร้อมเตรียมเดินทางพบปูตินหลังรับตำแหน่ง
โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับวอลสตรีท เจอร์นัลว่า สหรัฐอาจพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ที่รัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประกาศใช้เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้การโจมตีทางไซเบอร์และการแทรกแซงการเลือกตั้ง หากรัสเซียยอมร่วมมือในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายและช่วยสหรัฐบรรลุเป้าหมายสำคัญอื่นๆ
“ถ้าคุณเข้ากันได้ และรัสเซียช่วยเหลือเราได้จริงๆ ทำไมเราต้องไปคว่ำบาตรอีกฝ่ายที่ทำประโยชน์ให้ด้วย” ทรัมป์ กล่าว
นอกจากนี้ ทรัมป์เปิดเผยว่า กำลังเตรียมพบปะกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 20 ม.ค.
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทรัมป์ยอมรับในการแถลงข่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ม.ค. นับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งว่า รัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแฮ็กอีเมลพรรคเดโมแครตเพื่อแทรกแซงการเลือกตั้ง
ด้านรอยเตอร์ส/อิปซอส เปิดเผยผลการสำรวจระหว่างวันที่ 9-12 ม.ค.พบว่า ชาวสหรัฐราว 82% ทั้งผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน มองว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามสหรัฐ โดยสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อเดือน มี.ค. 2015 ที่ 76%
รายงานระบุว่า สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการเงินระหว่างทรัมป์และรัสเซีย และการที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐยืนยันว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ช่วงเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังลดท่าทีแข็งกร้าวเกี่ยวกับกับการขึ้นบัญชีจีนเป็นประเทศปั่นค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการส่งออก โดยเปิดเผยว่า จะเจรจากับจีนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ ซึ่งแตกต่างจากที่ทรัมป์เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า จะระบุให้จีนเป็นประเทศปั่นค่าเงินในทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง
อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยังคงไม่ให้คำมั่นว่าสหรัฐจะยึดนโยบายจีนเดียว ซึ่งเป็นการยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และกล่าวเพียงว่าต้องเจรจากับจีนเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์สร้างความไม่พอใจให้จีนอย่างมาก หลังเปิดเผยว่าสหรัฐอาจไม่สนับสนุนนโยบายจีนเดียว และพูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ของไต้หวันเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา







