posttoday
แบงก์ทั่วโลกรุกใช้ ‘ฟินเทค’ กรุยทางรอดสู่อนาคต

แบงก์ทั่วโลกรุกใช้ ‘ฟินเทค’ กรุยทางรอดสู่อนาคต

06 มกราคม 2560

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีส่งผลให้ภาคธุรกิจธนาคารจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อดึงดูดใจลูกค้ายุคใหม่ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์กับธุรกิจการเงินการธนาคาร หรือ “ฟินเทค” กำลังปรับตัวขึ้นและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ทั้งนี้ ความนิยมบริการทางการเงินที่ใช้งานง่ายและสะดวกสบายของผู้บริโภคยุคใหม่ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อธนาคารหลายแห่ง โดยบิซิเนส อินไซเดอร์ รายงานว่า ลูกค้าจำนวนมากหันไปใช้งานอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ซึ่งนับเป็นฟินเทคประเภทหนึ่งมากยิ่งขึ้น จนทำให้หลายธนาคารจำเป็นต้องปิดธนาคารสาขาลงเนื่องจากไม่มีผู้มาใช้บริการ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เอชเอสบีซี และลอยด์ส ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ในอังกฤษ ปิดสาขาไปแล้ว 27% และ 14% ตามลำดับ ด้านธนาคารรายใหญ่ในสหรัฐ เช่น แบงก์ ออฟ อเมริกา ซิตี้กรุ๊ป และเจพี มอร์แกน ปิดธนาคารสาขาไปแล้วรวมกัน 389 สาขา นับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2015

ขณะเดียวกัน ธนาคารหลายแห่งในสหรัฐ เช่น แบงก์ ออฟ อเมริกา รวมถึงเจพี มอร์แกน เชส และเวลส์ ฟาร์โก ได้เปิดให้บริการแอพพลิเคชั่นโมบายแบงก์กิ้งบนสมาร์ทโฟน เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการดูแลบัญชีของตนได้โดยไม่ต้องไปที่ธนาคารสาขา

นอกเหนือจากการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเองแล้ว หลายธนาคารเลือกจับมือกับบริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทค และดึงบริษัทดังกล่าวมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุดจุดอ่อนในการดำเนินงานของธนาคาร โดยรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ ได้ตกลงเป็นพันธมิตรกับสตาร์ทอัพฟินเทคจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นผลดีสำหรับสตาร์ทอัพกลุ่มดังกล่าวด้วยเช่นกัน ที่แม้ว่าจะมีรูปแบบการให้บริการที่เหนือกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม แต่ก็ยังมีขอบเขตการดำเนินงานแคบ และไม่เป็นที่รู้จักในบรรดาลูกค้า

ทั้งนี้ ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ มีแนวโน้มเข้าซื้อสตาร์ทอัพฟินเทคมากยิ่งขึ้น เมื่อการพัฒนาฟินเทคของสตาร์ทอัพดังกล่าวเข้าที่เข้าทางมากกว่าเดิม เนื่องจากเป็นทางลัดในการยกระดับประสิทธิภาพการบริการทางการเงิน

‘บล็อกเชน’ ฟินเทคมาแรง

ฟินเทคที่น่าจับตามองที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นบล็อกเชน ซึ่งหากจะกล่าวโดยย่อแล้ว บล็อกเชนเป็นระบบการบริหารจัดการข้อมูลแบบหนึ่งที่มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ และไม่ต้องดำเนินการผ่านศูนย์กลาง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในแวดวงธุรกิจการเงินมองว่า หากภาคธนาคารนำบล็อกเชนมาใช้งานจริง จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมาก และเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบของธนาคาร ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่กลายเป็นภัยคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ การวิจัยและประยุกต์ใช้บล็อกเชนในการทำธุรกรรมของภาคธนาคาร เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2015 โดยกลุ่มธนาคารอาร์ 3 ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาการงานใช้บล็อกเชนโดยเฉพาะ และมีสถาบันการเงินและธนาคารต่างๆ เป็นสมาชิกแล้วกว่า 50 แห่งทั่วโลก 

รอยเตอร์ส รายงานว่า บรรดาธนาคารใหญ่หลายแห่งได้เริ่มทดลองใช้บล็อกเชนในระบบการทำธุรกรรมต่างๆ ของธนาคารในช่วงปีที่ผ่านมา โดยธนาคารคอมมอนเวลท์ แบงก์ ออฟ ออสเตรเลีย ลองใช้บล็อกเชนในการซื้อขายฝ้ายมูลค่า 3.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.25 ล้านบาท) เมื่อเดือน ต.ค.

ด้านธนาคารบีเอ็นพี พาริบาส จากฝรั่งเศส เปิดเผยเมื่อเดือน ธ.ค. ว่า ประสบความสำเร็จในการทดลองนำบล็อกเชนมาใช้ชำระเงินให้กับบริษัทลูกค้า 2 แห่งในต่างประเทศ คือ ปานินี กรุ๊ป บริษัทผลิตนิตยสารในอิตาลี และอัมคอร์ บริษัทบรรจุภัณฑ์ในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์จากธนาคารสาขาในเยอรมนี สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์

ภายในเดือนเดียวกัน รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า โกลด์แมน แซคส์ และเจพี มอร์แกน เชส รวมถึงสถาบันการเงินอื่นๆ กำลังหารือรายละเอียดขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการสนับสนุนเงินลงทุนให้ อะโซนี สตาร์ทอัพด้านบล็อกเชนในสหรัฐ ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าราว 15-20 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 536-712 ล้านบาท) โดยอะโซนีเป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์บล็อกเชนให้ธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่ง เพื่อนำไปใช้ควบคุมการดำเนินการในตลาดทุน

นอกเหนือจากธนาคารและสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรปแล้ว ภาคธนาคารในเอเชียต่างให้ความสนใจกับบล็อกเชนด้วยเช่นกัน โดยนิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศร่วมมือกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. เพื่อวิจัยแนวทางการนำบล็อกเชนมาใช้ทำธุรกรรมต่างๆ เช่น การซื้อขายพันธบัตรและผลิตภัณฑ์การเงิน โดยคาดว่าจะประกาศผลการวิจัยดังกล่าวในช่วงปี 2017

ด้านกลุ่มบล็อกเชน สตัดดี้ กรุ๊ป ในญี่ปุ่น ประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ ได้แก่ ธนาคารมิซูโฮ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ธนาคารสุมิโตโม มิตซุย และธนาคารมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ที่ศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน เปิดเผยความสำเร็จในการใช้บล็อกเชนในระบบชำระเงินระหว่างธนาคาร ซึ่งสามารถทำธุรกรรมได้ราว 1,500 รายการ/วินาที และลดต้นทุนในการดำเนินงานได้ช่วงปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน พ.ย. ธนาคารกลางสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) เปิดเผยว่า จะทดลองใช้บล็อกเชนในระบบชำระเงินระหว่างธนาคาร พร้อมประกาศความร่วมมือด้านบล็อกเชนร่วมกับตลาดหุ้นสิงคโปร์ กลุ่มธนาคารอาร์ 3 และธนาคารภายในประเทศอีก 8 แห่ง

ฟินเทคสู่สังคมไร้เงินสด

เทคโนโลยีการทำธุรกรรมการเงินที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มีแนวโน้มทำให้หลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบสแกนดิเนเวีย กำลังเปลี่ยนสู่สังคมไร้เงินสด โดยสวีเดนถือเป็นตัวอย่างชัดเจนที่ประชาชนใช้เงินสดน้อยมาก เนื่องจากความสะดวกในการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิต รวมถึงผ่านสมาร์ทโฟน

ข้อมูลจากธนาคารกลางสวีเดน ระบุว่า การทำธุรกรรมโดยใช้เงินสดคิดเป็น 2% เท่านั้น ของการชำระเงินทั้งหมดในปี 2015 และสัดส่วนดังกล่าวคาดว่าจะลดลงเหลือ 0.5% ภายในปี 2020 สำหรับการจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าส่วนใหญ่นั้น การใช้เงินสดคิดเป็น 20% เมื่อเทียบกับอัตราการใช้เงินสดทั่วโลกที่เฉลี่ย 75%

เดอะ การ์เดียน รายงานว่า ธนาคารราว 900 แห่ง จาก 1,600 แห่งทั่วสวีเดน ไม่เก็บเงินสดหรือรับฝากเงินสดแล้ว รวมถึงไม่มีตู้เอทีเอ็มในเขตชนบทหลายแห่ง ขณะที่บัตรเครดิตและบัตรเดบิตเป็นวิธีการชำระเงินหลักของชาวสวีเดน โดยวีซ่า ระบุว่า ชาวสวีเดนชำระเงินผ่านบัตรสูงกว่าชาวยุโรปในประเทศอื่นๆ ถึง 3 เท่า ซึ่งจำนวนการชำระเงินผ่านบัตรเฉลี่ยอยู่ที่ 207 ครั้ง/ใบ เมื่อปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนยิ่งทำให้ชาวสวีเดนใช้เงินสดน้อยลงไปอีก โดยธนาคารรายใหญ่หลายแห่งในประเทศได้ร่วมกันพัฒนา สวิตช์ แอพพลิเคชั่นชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถโอนเงินได้แบบเรียลไทม์โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์

ขณะเดียวกัน ความนิยมใช้เงินสดในเดนมาร์กที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลประกาศปิดโรงกษาปณ์เมื่อเดือน ธ.ค. เนื่องจากประชาชนหันไปชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่นแทน โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลยังอนุญาตให้ร้านค้าบางแห่งไม่รับเงินสดได้ ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศได้ริเริ่มพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีบล็อกเชน

สำหรับนอร์เวย์นั้น ไฟนานส์ นอร์จ สถาบันการเงินชั้นนำในนอร์เวย์ เปิดเผยว่า สัดส่วนการใช้เงินสดภายประเทศอยู่ที่เพียง 5% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2014 ขณะที่การชำระเงินผ่านบัตรเพิ่มขึ้น 8.6% จากปีก่อนหน้า พร้อมคาดการณ์ว่านอร์เวย์จะกลายเป็นสังคมไร้เงินสดภายในปี 2020

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69