
ญี่ปุ่นผุดมาตราการฉุกเฉินประคอง 'เยน'
ทั้งธนาคารกลางญี่ปุ่นและรัฐบาลผุดมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยรักษาสถานการณ์ค่าเงินเยน และหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศที่ยังคงเปราะบาง
ทั้งธนาคารกลางญี่ปุ่นและรัฐบาลผุดมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยรักษาสถานการณ์ค่าเงินเยน และหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศที่ยังคงเปราะบาง
เอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 30 ส.ค. ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) โดยการนำของมาซาเอจิ ซิระคาวา ประธานบีโอเจ ได้เคลื่อนไหวท่ามกลางแรงกดดันจากทางรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อช่วยจัดการกับปัญหาการแข็งค่าของเงินเยน ด้วยการขยายโครงการเงินกู้ยืมมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ การขยายโครงการเงินกู้ครั้งที่ 2 นี้ ทางธนาคารกลางระบุว่าจะปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ระยะเวลาเงินกู้ 6 เดือน สำหรับธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศ เป็นเงินมูลค่าทั้งสิ้น 10 ล้านล้านเยน (ราว 3.67 ล้านล้านบาท) รวมกับแผนเงินกู้ที่มีการอนุมัติไปแล้วเมื่อเดือน ธ.ค. อีกราว 20 ล้านล้านเยน (ราว 7.33 ล้านล้านบาท) ทำให้สถาบันการเงินภายในประเทศสามารถที่จะกู้เงินรวมมูลค่าทั้งสิ้น 30 ล้านล้านเยน (ราว 11 ล้านล้านบาท) จากบีโอเจ
การลงมติในเรื่องดังกล่าวผ่านความเห็นชอบ 8 ต่อ 1 เสียง จากทางคณะกรรม การบีโอเจ อีกทั้งทางบอร์ดบีโอเจยังลงมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำอยู่ที่ 0.1% ต่อไปอีก
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีการเรียกประชุมฉุกเฉินของทางคณะกรรมการบีโอเจ หลังจากที่เกิดวิกฤตค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 15 ปี ไปอยู่ที่ 84.72 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังคงตกอยู่ในภาวะเงินฝืด
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ก็มองว่า การแข็งค่าเงินกำลังเป็นตัวบ่อนทำลายภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ที่เดิมทีก็มีการขยายตัวอย่างเปราะบางและเชื่องช้า
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นขยายตัวอยู่ที่ 0.4% ในช่วงไตรมาส 2 ของปี และนั่นก็เป็นสาเหตุให้จีนสามารถก้าวแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นรั้งตำแหน่งเจ้าเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ
เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคการส่งออกของญี่ปุ่นนั้นกำลังเผชิญกับการเติบโตอย่างไม่แน่นอน เนื่องมาจากการแข็งค่าของเงินเยน และการเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า ซึ่งค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นเหมือนเป็นยาพิษ โดยเฉพาะสำหรับผู้ส่งออกอย่างโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป และโซนี่ คอร์ป นั่นเพราะค่าเงินกำลังกัดกินผลกำไร และทำให้สินค้ามีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้น้อยลง
นอกจากนี้ ผลการสำรวจล่าสุดของทางรัฐบาล ระบุว่า บริษัทหลายแห่งในญี่ปุ่นกำลังพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ ถ้าค่าเงินเยนยังคงแข็งค่าต่อไปอีก
ทางบีโอเจเองก็แสดงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการฟื้นตัวอย่างไม่เป็นปกติของสหรัฐ ความผันแปรของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รวมทั้งสถานการณ์ของตลาดหุ้นด้วย
“ธนาคารเชื่อว่ามาตรการทางการเงินในครั้งนี้ผสมกันกับความพยายามของภาครัฐ เป็นการเสริมประสิทธิภาพในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเองด้วย” บีโอเจ กล่าว
ด้านนักเศรษฐศาสตร์หลายคน กล่าวว่า ทางบีโอเจอาจจะมีมาตรการอื่นๆ ออกมาเพิ่มขึ้น
“ถ้าภาพรวมทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ของตลาดย่ำแย่ลงไปอีก ก็มีแนวโน้มว่าทางบีโอเจจะประกาศมาตรการเยียวยาอื่นๆ ออกมาอีก” มาซาเอกิ คันโนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก เจ.พี.มอร์แกน ซีเคียวริตี กล่าว
ด้าน โยชิฮิโกะ โนดะ รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกชื่นชมในการดำเนินการและการตัดสินใจอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีของทางบีโอเจต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเงินและสถานการณ์เศรษฐกิจ และสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของค่าเงินก็ยังคงไม่ดีนัก วันนี้อัตราค่าเงินลดต่ำลงมาจากระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“มาตรการล่าสุดช่วยหนุนเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่ยังคงไม่มีความต้องการที่จะกู้เงิน ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ทางธุรกิจที่ไม่ดีนัก” โยชิคิโย ชิมามิเนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัย ไดอิชิ ไลฟ์ กล่าว
ในวันเดียวกันนี้ หลังจากที่มีการประกาศออกมาตรการทางการเงินของทางบีโอเจ นาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ได้ประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 9.2 แสนล้านเยน (ราว 3.37 แสนล้านบาท)
คัง ระบุว่า แผนดังกล่าวจะรวมถึงแผนที่จะช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานสำหรับนักศึกษาจบใหม่ กระตุ้นการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมสีเขียว และการเยียวยาค่าเงินเยนที่กำลังแข็งค่าขึ้นด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ทางผู้นำญี่ปุ่นยังกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลอาจจะมีการพิจารณางบประมาณเพิ่มเติมถ้ามีความจำเป็น







