
"เจโทร" ย้ำความเชื่อมั่น เอกชนญี่ปุ่นพร้อมลงทุนไทย
กลุ่มทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศอย่างยาวนาน และลงทุนอย่างต่อเนื่องคือ “ประเทศญี่ปุ่น”
เรื่อง...วราภรณ์ เทียนเงิน / ภาพ...เสกสรร โรจนเมธากุล
กลุ่มทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศอย่างยาวนาน และลงทุนอย่างต่อเนื่องคือ “ประเทศญี่ปุ่น” ที่ยังคงยืนยันถึงความเข้าใจ และมั่นใจต่อสถานการณ์การลงทุนในประเทศไทยอย่างดี
“ฮิโรคิ มิทสึมะตะ” ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ให้มุมมองต่อสถานการณ์ การลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยว่า ผลจากการได้สอบถามถึงสถานการณ์ของบริษัทญี่ปุ่นในไทย ทุกบริษัทญี่ปุ่นต่างตอบว่าสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติอยู่ และแนวโน้มการลงทุนการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในไทยนับจากนี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และจะเดินหน้าการลงทุนต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้
“การลงทุนของเอกชนญี่ปุ่นในไทยมีมายาวนาน และเป็นประเทศปลายทางการลงทุนที่มีความสำคัญอย่างมาก และเป็นฐานการผลิตที่มีความสำคัญ โดยประเมินว่า ตลอดที่ผ่านมา เอกชนญี่ปุ่น มีมูลค่าการลงทุนสะสมในประเทศไทย (เอฟดีไอ) คิดเป็นสัดส่วน 30-40% เมื่อเทียบกับการลงทุนทั้งหมด” มิทสึมะตะ กล่าว
ทั้งนี้ที่ผ่านมาในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค.2559 กลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นได้เข้ามายื่นคำขอส่งเสริมลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จำนวน 185 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการโครงการรวม 3.17 หมื่นล้านบาท คิดเป็นจำนวนเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากปีก่อน และมูลค่าก็สูงขึ้นเช่นกัน
มิทสึมะตะ กล่าวถึงนโยบายการของรัฐบาลไทยที่เชิญชวนลงทุนโครงการต่างๆนั้น ทั้ง โครงการ ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) เป็นนโยบายที่รัฐบาลไทยกำลังลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมขนส่ง ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเพิ่มการขนส่งทางถนน และรถ ถือว่านโยบายนี้เป็นผลดีต่อทั้งภูมิภาค ทำให้เกิดการเชื่อมโยงการขนส่งในภูมิภาคนี้เป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น และยกระดับฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค เชื่อมั่นว่าจะส่งผลดีที่จะเกิดการลงทุนในภูมิภาคเพิ่มขึ้น
โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (ฟู๊ดอินโนโพลิส) เชื่อว่า จะเกิดการลงทุนให้กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่มีมูลค่าสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาอาหาร (อาร์แอนด์ดี) ทั้งกลุ่มอาหารฟังก์ชั่น กลุ่มอาหารเสริมสุขภาพ และกลุ่มอาหารที่มีมูลค่าสูง ซึ่ง นับจากนี้ไปจะมีภาคเอกชนญี่ปุ่นกลุ่มอาหาร และกลุ่มอาร์แอนด์ดี ที่มีศักยภาพเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้นเช่นกัน
“มิทสึมะตะ” กล่าวถึง การลงทุนยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยนั้น ที่ผ่านมาไทย ถือเป็นศูนย์การของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่สำคัญในอาเซียน จึงมีโอกาสที่ไทยจะสามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของอาเซียนได้ต่อไป ซึ่งมาตรการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของรัฐบาลไทยเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยถือว่า มีความน่าสนใจ โดยเจโทรพร้อมที่จะส่งเสริมให้เอกชนค่ายนรถยนต์ญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนต่อไป
ประเมินว่า ยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นยานยนต์สำหรับอนาคตที่มีความน่าสนใจ และรัฐบาลญี่ปุ่นต่างให้งบสนับสนุนและพัฒนาในระดับสูงมาก แต่อุปสรรคสำคัญจะมีอยู่ที่ ด้านเทคโนโลยี และการพัฒนาสถานีจ่ายไฟฟ้า ที่ต้องพัฒนาต่อไป โดยตลาดประเทศญี่ปุ่น ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปี 2557ประมาณ 0.34% เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ขณะที่ตลาดโลก รถยนต์ไฟฟ้ามีส่วนแบ่งการตลาดจากในปี 2556 ประมาณ 0.13% ถือว่ายานยนต์ไฟฟ้ามีส่วนแบ่งการตลาดที่น้อยอยู่ แต่ในอนาคตจะมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น
“ในขณะนี้การลงทุนพัฒนา แบตเตอรรี่และสถานีจ่ายไฟฟ้าจะต้องพัฒนาต่อไปเพราะมีการลงทุนในระดับสูง จึงต้องมีการพัฒนาให้สามารถใช้งานได้ในทุกพื้นที่ รวมถึงใน กทม.ที่มีปัญหารถติด จึงต้องพัฒนาแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน เชื่อว่าหากมีการพัฒนาได้สำเร็จ จะทำให้ผลให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างมหาศาล”มิทสึมะตะ กล่าว
“มิทสึมะตะ” กล่าวต่อว่า นอกจากเจโทรจะทำหน้าที่เชื่อมโยงเอกชนญี่ปุ่นที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว แต่เจโทร ยังทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนเอกชนไทยไปลงทุนในญี่ปุ่นเช่นกัน โดยระหว่างปี 2546-2559 มีบริษัทที่เจโทรให้การส่งเสริมไปลงทุนในประเทศญี่ปุ่นกว่า 100 บริษัท และมีบริษัทไทยที่ได้เข้าไปลงทุนแล้วจำนวน 13 บริษัท แบ่งเป็น ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มสินค้าแฟชั่นผู้หญิง สินค้าชุดชั้นใน ของเล่น ธุรกิจที่ปรึกษา ธุรกิจบริการด้านอินเตอร์เน็ต ผู้พัฒนาซอฟแวร์ สปา และตัวแทนจำหน่ายสินค้าเคมีภัณฑ์ เป็นต้น
ทั้งนี้มีเอกชนไทยประมาณ 10 ราย อยู่ระหว่างเตรียมแผนเข้าไปลงทุน คาดว่าจะเห็นความชัดเจนการลงทุนได้ในอนาคต หรือในปี 2560 โดยพบว่าในช่วงที่ผ่านมา 2-3 ปีมีเอกชนไทยเข้าไปลงทุนในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศไทยญี่ปุ่นมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ และเปิดให้บริษัทต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100%
“รัฐบาลญี่ปุ่น ได้ส่งเสริมเรื่องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นจำนวนมาก จึงจะส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการให้บริการนักท่องเที่ยว ขยายตัวได้ดีด้วย ทั้งธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ธุรกิจอาหาร ค้าปลีก และการให้บริการต่างๆ”มิทสึมะตะ กล่าว
อีกทั้งญี่ปุ่น จะจัดแข่งขัน มหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2020 ในปี 2563 จึงเป็นโอกาสอย่างมากของธุรกิจไทยที่จะเข้าไปเปิดตลาดในญี่ปุ่น ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการท่องเที่ยวและให้บริการเชียร์กีฬา ธุรกิจร้านอาหาร และค้าปลีก รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ รองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะมีสูงมากในอนาคต







