
ระบบบริการสุขภาพประเทศใดดีที่สุด?
เปรียบเทียบระบบบริการสุขภาพโดยรัฐ ในประเทศที่พัฒนาแล้วระหว่างสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ฝรั่งเศส และแคนาดา
เปรียบเทียบระบบบริการสุขภาพโดยรัฐ ในประเทศที่พัฒนาแล้วระหว่างสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ฝรั่งเศส และแคนาดา
ระบบสาธารณสุข และบริการสุขภาพของสหรัฐอเมริกานั้นค่อนข้างแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก เนื่องจากในสหรัฐไม่ได้มีระบบประกันสุขภาพสำหรับประชาชนทุกคน
ปัจจุบันชาวอเมริกันสามารถเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพผ่าน 3 ช่องทาง (คนอเมริกันส่วนใหญ่จะอยู่ในระบบประกันสุขภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง) ได้แก่ รัฐบาลเป็นผู้ประกัน บริษัทเอกชนผู้ว่าจ้างเป็นผู้ประกัน และการซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพด้วยตัวเอง
ประมาณตัวเลขชาวอเมริกันที่ยังไม่มีประกันสุขภาพอยู่ที่ราว 40 ล้านคน ปัญหาระบบบริการสุขภาพนี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีใช้เป็นนโยบายหลักในการหาเสียงมาโดยตลอด ในระหว่างที่ชาวอเมริกันกำลังรอการเปลี่ยนแปลง มาชมกันว่าระบบบริการสุขภาพของประเทศพัฒนาแล้วต่อไปนี้ ประเทศใดดีที่สุดระหว่าง สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ฝรั่งเศส และแคนาดา
ปริมาณค่าใช้จ่ายทางสุขภาพรายปี ต่อคน
ระบบบริการสุขภาพของสหราชอาณาจักรเรียกว่า NHS เป็นสวัสดิการที่ชาวสหราชอาณาจักรได้รับเมื่อจ่ายภาษี แต่ระบบนี้กำลังเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง เมื่อปี 2015 สองในสามของบัญชี NHS ขาดทุน 2.5 พันล้านยูโร ด้านนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ให้คำมั่นว่า ด้วยงบสนับสนุนหมื่นล้านยูโร ในปี 2020
การดูแลสุขภาพฟรีเป็นหนึ่งในสวัสดิการที่รัฐมอบให้ แต่บางครั้งผู้ป่วยต้องใช้เวลาในการรอนาน และมีตัวเลือกสำหรับโรงพยาบาล และแพทย์ไม่มากนัก นั่นคือเหตุผลที่ชาวสหราชอาณาจักรราว 11% มีประกันสุขภาพของเอกชน ที่ถูกเสนอโดยนายจ้าง
ในปีนี้บรรดาแพทย์จากหลายโรงพยาบาล พากันประท้วง หลังรัฐบาลสหราชอาณาจักรกำหนดสัญญาจ้างใหม่ ซึ่งพวกเขามองว่าไม่ปลอดภัย และไม่ยุติธรรม เพราะทำให้แพทย์ต้องทำงานหนักขึ้น และพักผ่อนไม่เพียงพอ
คนไข้ต้องจ่ายเท่าไหร่ เมื่อเข้าพบแพทย์
สำหรับเยอรมนีมีตัวเลือกมากมายในการทำประกันสุขภาพ ทุกๆพนักงานจำเป็นที่จะต้องมีประกันสุขภาพ ทั้งนี้โปรแกรมจะขึ้นอยู่กับฐานเงินเดือนของพวกเขา และบรรดาคนไข้ก็เสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเมื่อต้องเข้าพบแพทย์
ภายใต้ระบบปัจจุบัน คนเยอรมันสามารถเลือกแพทย์ที่จะเข้ารับการรักษาได้ ซึ่งในจำนวนนี้รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาทางสุขภาพด้วยเช่นกัน รายงานจาก OECD แสดงให้เห็นว่า คนเยอรมันไปพบแพทย์บ่อย, ได้รับยาตามใบสั่งแพทย์มากขึ้น, มีจำนวนเข้าโรงพยาบาลสูงขึ้่น และมักนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานที่สุดเมื่อเทียบกับผู้คนจากประเทศอื่นๆที่พัฒนาแล้ว
ปริมาณแพทย์ต่อประชาชน 1,000 คน
ที่ฝรั่งเศสระบบริการสุขภาพของประเทศนี้ติดอันดับต้นๆ โดยองค์การอนามัยโลก และ Euro Health Consumer Index ชาวฝรั่งเศสผู้เสียภาษีถูกบังคับให้ทำประกันสุขภาพแห่งชาติโดยรัฐบาล ประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับสุขภาพคิดเป็นประมาณ 20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
อย่างไรก็ตามชาวฝรั่งเศสกว่า 90% ก็ยังคงถือประกันสุขภาพโดยเอกชน ส่วนใหญ่มักดำเนินการโดยนายจ้าง ปัจจุบันระบบริการสุขภาพของฝรั่งเศสก็เผชิญกับปัญหาขาดดุลเรื้อรังเช่นกัน เนื่องจากปัญหาการว่างงานที่สูงขึ้น
ปริมาณเตียงผู้ป่วย ต่อ 1,000 คน
ที่แคนาดาระบบบริการสุขภาพได้รับการดำเนินการโดยใบเสร็จการจ่ายภาษี อย่างไรก็ดีในแต่ละภูมิภาคนั้นจะมีกฏแตกต่างกันออกไปเล็กน้อย ระบบของแคนาดานั้นติดอันดับสูงด้านคุณภาพการรักษา แต่ปัญหาอยู่ที่ระยะเวลาการรอโดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดสะโพก และหัวเข่า
รายงานจากปี 2015 โดย Fraser Institute ชาวแคนาดาจำเป็นต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 18 เดือนในการรอการรักษาแบบพิเศษ จากผู้เชี่ยวชาญ ส่งผลให้ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่ผู้ป่วยต้อรอรับการรักษานานที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ
ส่วนประกันสุขภาพเอกชนนั้นเป็นเรื่องผิดกฏหมายในบางรัฐ และมีแพทย์เพียงจำนวนน้อยที่จะยอมรับการจ่ายเงินส่วนตัวจากผู้ป่วย เพื่อเข้ารับการรักษาที่รวดเร็วขึ้น
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมชาวแคนาดาถึงนิยมเดินทางไปรักษาตัวยังต่างประเทศ แม้ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยที่ไม่หนักหนาสาหัสก็ตาม เมื่อปีที่ผ่านมา มีชาวแคนาดาราว 45,000 คน ที่เดินทางไปรับการรักษายังต่างประเทศ คิดเป็นจำนวน 0.2% ของประชากร
จำนวนของผู้ป่วยที่ไม่มีประกันสุขภาพ
ขอบคุณภาพจาก CNN







