
คาดเลือกตั้งสหรัฐทำตลาดทุนป่วน
นักวิเคราะห์วิตกเลือกตั้งสหรัฐสร้างความปั่นป่วนในตลาดทุน หลังข่าวรื้อคดีอีเมลฮิลลารีฉุดตลาดปิดลบ
นักวิเคราะห์วิตกเลือกตั้งสหรัฐสร้างความปั่นป่วนในตลาดทุน หลังข่าวรื้อคดีอีเมลฮิลลารีฉุดตลาดปิดลบ
ซีเอ็นบีซีรายงานอ้างนักวิเคราะห์หลายรายว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐวันที่ 8 พ.ย.นี้ มีแนวโน้มทำให้เกิดความผันผวนในตลาดทุน หลังตลาดหุ้นสหรัฐปิดแดนลบเมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา จากความวิตกข่าวสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) จะกลับไปสืบสวนคดีการใช้อีเมลส่วนตัวของฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ปรับลง 0.05% ปิดที่ 18,161.19 ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดลดลง 0.31% และดัชนีแนสแด็กปรับลง 0.5%
สกอต เรดเลอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์จากบริษัทวิจัยตลาดทุน ทีทรีไลฟ์ดอทคอม กล่าวว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอาจสร้างความปั่นป่วนในตลาดทุน ในลักษณะคล้ายกับความผันผวนที่เกิดขึ้นหลังการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต ที่ส่งผลให้เกิดแรงเทขายระยะสั้นในตลาด
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับบักกี เฮลล์วิก รองประธานบริษัทบริหารจัดการกองทุนบีบีแอนด์ที ในสหรัฐ ว่า ข่าวการรื้อคดีอีเมลของฮิลลารีก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเพียง 11 วัน ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้น และเป็นปัจจัยลบต่อตลาดทุน
ทั้งนี้ เจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอ ส่งหนังสือถึงสภาคองเกรส ระบุว่า พบอีเมลเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับคดีการใช้อีเมลส่วนตัวของฮิลลารีระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐทำให้ต้องสืบว่าอีเมลชุดใหม่มีข้อมูลรัฐบาลที่มีความอ่อนไหวหรือไม่ แม้เอฟบีไอปิดคดีดังกล่าวไปแล้วเมื่อเดือน ก.ค. ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุระยะเวลาการสืบสวนประเด็นดังกล่าวได้
ด้านฮิลลารีแสดงความเห็นในภายหลังว่า เอฟบีไอต้องชี้แจงสาเหตุการรื้อคดีดังกล่าวขึ้นอย่างชัดเจน โดยระบุว่าประชาชนสหรัฐสมควรรับรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด และมั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ขณะที่ผลสำรวจความนิยมของรอยเตอร์ส/อิปซอส วันที่ 21-27 ต.ค. พบว่าฮิลลารียังมีคะแนนนำ โดนัลด์ ทรัมป์ คู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกันอยู่ที่ 42% ต่อ 36%
อย่างไรก็ดี ก่อนการเปิดเผยของเอฟบีไอ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ระบุว่า ตัวเลขประมาณการเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.9% ในไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่ขยายตัว ทำให้ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 75% ในเดือน ธ.ค. และอยู่ที่ไม่ถึง 10% ในการประชุมนโยบาย การเงินวันที่ 1-2 พ.ย.นี้
ภาพ...เอเอฟพี







