
อูจิเซ็น เปิดตลาดใหม่ 'มัจฉะ พาวเดอร์'บุกเพื่อนบ้าน
พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ต่างหันมาให้ความสำคัญในการ ดูแแลสุขภาพมากขึ้น
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ต่างหันมาให้ความสำคัญในการ ดูแแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้เกิดตลาดกลุ่มใหม่ขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกมากขึ้นอย่าง ชาเขียวแท้แบบผง หรือ มัจฉะ พาวเดอร์พร้อมชงดื่ม ที่ปัจจุบันกำลังขยายการเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ สวนทางกลับผลิตภัณฑ์รุ่นบุกเบิกตลาดอย่างชาเขียวพร้อมดื่ม และกาแฟผงสำเร็จรูปที่มีอัตราการเติบโตคงที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ธัญพร กสิโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เออีซี ฟาร์มา (ประเทศไทย) ผู้ทำตลาดชาเขียว (มัจฉะ) ภายใต้แบรนด์ “อูจิเซ็น” (Ujizen) เปิดเผยว่า จากแนวโน้มดังกล่าวนี้เอง ที่บริษัทมองเห็นโอกาสจากการเริ่มต้นเป็นผู้จัดหาพร้อมนำเข้าวัตถุดิบชาเขียวจากแหล่งต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น พร้อมรับจ้างเป็นผู้ผลิต (โออีเอ็ม) และพัฒนาแบรนด์สินค้าเองในรูปแบบผงพร้อมบรรจุ เพื่อทำตลาดกลุ่มใหม่ คือ “มัจฉะ พาวเดอร์” ที่นำไปใช้เป็นส่วนประกอบทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง เป็นรายแรกๆ ของไทย
โดยบริษัทยังได้พัฒนาชาเขียวผงกึ่งสำเร็จรูปพร้อมชงภายใต้แบรนด์อูจิเซ็น เพื่อทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ ที่ปัจจุบันพบว่าตลาดรวมชาเขียวในประเทศไทยมีความหลากหลายประเภทสินค้ามากขึ้น มีเจ้าของสินค้ารายใหม่ๆ ที่เข้ามาในตลาดนี้ จากเดิมสินค้าหลักในตลาดจะเป็นเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม ส่งผลให้ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ชาเขียวเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดรวมผลิตภัณฑ์กาแฟผงเติบโตชะลอตัว
สำหรับผลิตภัณฑ์ชาเขียวผง อูจิเซ็น แบ่งการทำตลาดออกเป็น 2 รูปแบบ คือ ชาเขียวอูจิเซ็นสูตรดั้งเดิม (ออริจินัล) วางตำแหน่งสินค้าระดับกลาง-บน จับกลุ่มเป้าหมายผู้รักสุขภาพ ในรูปแบบกล่องบรรจุ 10 ซองขนาด 15 กรัม ราคา 159 บาท และ ชาเขียวอูจิเซ็น อีซี่ จับกลุ่มเป้าหมายตลาดทั่วไป รูปแบบ 1 แพ็ก บรรจุ 5 ซอง ราคา 59 บาท
“บริษัทยังได้พัฒนาสินค้าใหม่ อูจิเซ็น พาวเดอร์ เพียว ชาเขียวผงสูตรเข้มข้นคาดพร้อมทำตลาดราวปลายปีนี้ เพื่อขยายฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อย่าง อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ขนมอบเบเกอรี่ เป็นต้น ที่สินค้าจะอยู่ในรูปแบบขายปลีก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค จากเดิมสินค้าลักษณะนี้จะจำหน่ายเป็นหน่วยกิโลกรัม” ธัญพร กล่าว
ขณะที่ช่องทางการทำตลาด จะมุ่งเน้นทั้งรูปแบบการตลาดออฟไลน์ ในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ต่างๆ และออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ เพื่อขยายการทำตลาดและสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์อูจิเซ็นได้ในระดับโลก โดยเบื้องต้นได้นำสินค้าเข้าไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กัมพูชา และได้การตอบรับดีจากลุ่มเป้าหมายธุรกิจบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม (ฟู้ดเซอร์วิส) ต่างๆ ทั้งในภัตตาคาร ร้านอาหาร และโรงแรม เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนขยายการทำตลาดในรูปแบบเดียวกันไปยังประเทศเมียนมาและลาวเป็นลำดับต่อไป ผ่านพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อนำสินค้าเข้าช่องทางฟู้ดเซอร์วิส และค้าปลีกในซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ
สำหรับรูปแบบการทำตลาดในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) นั้น บริษัทมองว่าตลาดกลุ่มดังกล่าวจะมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต หากสามารถนำสินค้าจากไทยเข้าไปครองใจผู้บริโภคท้องถิ่นได้ก่อนเป็นอันดับต้นๆ จากชื่อเสียง และคุณภาพสินค้าที่มาจากไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในกลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว
โดยเฉพาะโอกาสจากการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ที่จะผลักดันให้เกิดความต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพเพื่อนำไปเป็นส่วนผสมของทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เป็นจำนวนมากขึ้น เพื่อรองรับการเข้ามาของนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ ที่ต้องการเลือกบริโภคอาหารเครื่องดื่ม ที่มีรสชาติ และคุณภาพที่ดี
นอกจากการทำตลาดร่วมกับพันธมิตรธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นช่องทางการทำตลาดออฟไลน์ทั่วไปแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญต่อในช่องทางขายออนไลน์ด้วย ที่ปัจจุบันได้นำสินค้าเข้าไปอยู่ในอี-มาร์เก็ตเพลสรายใหญ่ระดับโลกอย่าง อาลีบาบาดอทคอม ด้วยมองว่าเทรนด์การรับรู้สื่อและการจับจ่ายซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาก หันมาใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์มากขึ้น ซึ่งการใช้ช่องทางนี้จะยิ่งช่วยทำให้แบรนด์อูจิเซ็น ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าของคนไทย ได้เป็นที่รู้จักในระดับโลก
ด้วยในระยะยาวยังมองว่าสัดส่วนยอดขายในช่องทางออนไลน์ จะขยายตัวและแซงหน้าช่องทางออฟไลน์ได้ โดยวางเป้าหมายใน 2 ปีจากนี้ จะมีรายได้มาจากตลาดต่างประเทศกว่า 60% และ 40% ในประเทศ จากปัจจุบันในต่างประเทศอยู่ที่ 20% และในประเทศ 80%
โดยบริษัทมีอัตราเติบโตธุรกิจมากกว่า 20% เกินเป้าหมายที่วางไว้ต่อเนื่องทุกปี







