
นำเข้ามะกันฮวบ ฉุดตลาดเกิดใหม่โต
สหรัฐนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ลดลง สะท้อนดีมานด์หด หวั่นฉุดเศรษฐกิจขยายตัว
สหรัฐนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ลดลง สะท้อนดีมานด์หด หวั่นฉุดเศรษฐกิจขยายตัว
ไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานอ้างข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่า สหรัฐนำเข้าสินค้าจากจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของโลกลดลงทั้งในแง่มูลค่าและปริมาณ ซึ่งเป็นสัญญาณล่าสุดว่าความต้องการภายในประเทศที่ปรับตัวลดลงอาจกระทบต่อการขยายตัวของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
ข้อมูลจากเฟดระบุว่า การนำเข้าสินค้าจากจีนลดลงมาตั้งแต่เดือน มี.ค. ในแง่ของมูลค่า โดยลดลงมากที่สุดถึง 3.5% ในเดือน ก.ค. ส่วนในแง่ของปริมาณนำเข้านั้นลดลงมาตั้งแต่เดือน เม.ย. และลดลงไป 1.6% ในเดือน ก.ค.
เอลิซา บราวน์สไตน์ นักเศรษฐศาสตร์จากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เปิดเผยว่า ตัวเลขการนำเข้าดังกล่าวที่ลดลงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เนื่องจากมีรายงานความต้องการภายในประเทศของสหรัฐฟื้นตัวขึ้น และการแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งควรจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้า และกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ
“สถานการณ์นี้ผิดปกติ และจะเป็นปัญหาใหญ่ยิ่งขึ้นสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งหากการส่งออกช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความต้องการภายนอกประเทศคือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง” บราวน์สไตน์ กล่าว
ทั้งนี้ ไฟแนนเชียลไทม์ส ระบุว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งไม่รวมจีนของสหรัฐ ลดลงราว 10% เมื่อเทียบรายปี ในปี 2016 ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ของสหภาพยุโรป (อียู) ลดลง 20% เมื่อเทียบรายปี
ไซมอน อีฟเน็ตต์ สถาบันวิจัยอิสระโกลบอล เทรด อเลิร์ต กล่าวว่า ผู้คนส่วนใหญ่วิตกว่าการค้าโลกชะลอตัวเนื่องจากจีนนำเข้าสินค้าน้อยลง แต่ข้อมูลการนำเข้าของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลายแห่งรวมถึงสหรัฐ ซึ่งไม่มีการปรับตัวขึ้น หรือปรับตัวลดลง สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐมีปัญหามากกว่าที่เห็น
อีฟเน็ตต์ เสริมว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) เดือน ส.ค.ของสหรัฐที่ปรับตัวลงสู่ระดับ 49.4 จุด จาก 52.6 จุด ในเดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งดัชนีที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุด บ่งชี้ถึงการหดตัวของภาคการผลิต ยิ่งเพิ่มความวิตกว่า การส่งออกของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อาจได้รับแรงกดดันจากภาคการผลิตที่อ่อนแรงของสหรัฐ







