posttoday
จับตาเกมทางทหารจีน สหรัฐรอยร้าวหยั่งรากลึก

จับตาเกมทางทหารจีน สหรัฐรอยร้าวหยั่งรากลึก

22 สิงหาคม 2553

สองขั้ว สองชาติ สองมหาอำนาจ อย่างจีนและสหรัฐ ไม่เพียงแต่กำลังประลองกำลังในเวทีเศรษฐกิจเท่านั้น

แต่ทว่าทั้งคู่กำลังแสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ทางการทหาร คล้ายเป็นการเล่นเกมโชว์แสนยานุภาพระหว่างกัน แบบที่ในบางจุดบางช่วงก็ช่างน่าหวั่น โดยเฉพาะจุดที่เป็นดั่งขุมทองทางน้ำ อย่างบริเวณทะเลจีนใต้ และพื้นที่ในเอเชียแปซิฟิกของเรานั่นเอง

ในช่วงที่ผ่านมา จีนซึ่งกำลังเติบโตและแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จีนจะมีโอกาสทุ่มงบก้อนโตลงทุนให้กับกองทัพ และปล่อยเรือลงสู่น่านน้ำ เพื่อเป็นการแสดงอำนาจและความเป็นเจ้าของ หรือแม้กระทั่งการส่งเรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ และวันหนึ่งในไม่ช้าก็อาจจะเป็นเรือรบบรรทุกเครื่องบิน

จีนเพิ่มงบประมาณให้กับกองทัพปลดแอกประชาชน (พีแอลเอ) 7.5% ในปีนี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ที่ราว 5.32 แสนล้านหยวน (ราว 2.46 ล้านล้านบาท) นี่คือตัวเลขที่มีการเปิดเผย แต่นักวิเคราะห์ต่างชาติรายหนึ่งก็เชื่อว่า รายจ่ายจริงที่พีแอลเอใช้มากกว่านั้นหลายขุม

ฝั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐประเมินว่ารายจ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกับกองทัพของจีนเมื่อปี 2009 น่าจะอยู่ที่ราว 5.48 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17.2 ล้านล้านบาท) การก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจในโลก ก็ต้องมาพร้อมด้วยความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นในหลายๆ เรื่องเช่นกัน

เวลานี้ทางการจีนได้ส่งทัพเรือเข้าร่วมปราบปรามกลุ่มโจรสลัดในน่านน้ำโซมาเลีย แหล่งชุกชุมของโจรสลัด ปล้นเรือบรรทุกสินค้า

ส่วนหนึ่งนั่นดูน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีว่าจีนกำลังมีความรับผิดชอบกับโลกมากขึ้นในฐานะมหาอำนาจ สมใจกับเสียงเรียกร้องของหลายประเทศ

แต่ทว่าการร่วมสร้างสันติสุขให้กับโลกในครั้งนี้กลับสร้างความกังวลให้กับทางรัฐบาลโตเกียว เนื่องจากเส้นทางที่ทัพเรือของจีนพาดผ่านนั้นใกล้หมู่เกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น โดยโฉบเฉี่ยวใกล้กับบริเวณเกาะโอกินาวา และเกาะมิยาโกะจิมา เพื่อมุ่งเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก

บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์อาซาฮี ของญี่ปุ่น ระบุว่า รัฐบาลโตเกียวควรร่วมมือกับทั้งสหรัฐและอาเซียนในการแก้ไขความขัดแย้งเรื่องทะเลจีนใต้ที่มีกับจีน

และนั่นเองที่เป็นประเด็นทำให้สหรัฐ ซึ่งยังคงมีความสัมพันธ์ทางทหารอันเหนียวแน่นกับเอเชียแปซิฟิกเดือดเนื้อร้อนรนไปด้วย

แม้ว่าสงครามน่านน้ำของทั้งสองประเทศยังคงห่างไกลความเป็นจริง แต่เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ เผยรายงานฉบับหนึ่งที่มีชื่อว่า การพัฒนาด้านความมั่นคงและทางทหารของจีนในปี 2010 (Military and Security Developments Involving the People’s Republic of China 2010) ที่ชี้ให้เห็นถึงการเร่งขยายศักยภาพอย่างมหาศาลของจีน ที่สามารถพลิกอำนาจสมดุลทางการทหารในพื้นที่เอเชียตะวันออกได้

ทั้งนี้ ทางเพนตากอนยังออกมาเตือนว่า จีนกำลังขยายขีดความสามารถทางการทหารที่เสี่ยงต่อความไม่เข้าใจและเกินกว่าจะควบคุม

ประเด็นที่สหรัฐกังวลก็คือ การพัฒนาขีปนาวุธนำวิถี หนึ่งอาวุธร้ายแรงทางการทหารที่สามารถยิงพิสัยไกลได้กว่า 1,000 ไมล์ ขีปนาวุธดังกล่าวสามารถที่จะจมเรือรบ รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินได้อย่างไม่ยากเย็น

รายงานดังกล่าวไม่ได้เปิดเผยความก้าวล้ำของจีนเพียงเท่านั้น แต่ยังระบุอีกด้วยว่ากองทัพจีนกำลังตั้งหน่วยสงครามทางข้อมูลที่จะพัฒนาไวรัสเพื่อโจมตีระบบคอมพิวเตอร์และปกป้องเครือข่ายของตัวเอง

อันที่จริงนี่ไม่ใช่ปีแรกและครั้งแรกของสหรัฐที่ออกมาโจมตีจีนในประเด็นทางการทหาร และเมื่อมองย้อนกลับไปทางฝั่งสหรัฐเอง ศักยภาพของพี่ใหญ่ของโลกก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนหรือน้อยหน้าคู่แข่ง

รอยช้ำทางการทหารของสองประเทศคุกรุ่นอยู่หลายประเด็น

ก่อนหน้านั้นกองทัพของสองประเทศไม่ได้มีการเจรจาหรือพูดคุยใดๆ ระหว่างกันเลย นับตั้งแต่ที่ทางสหรัฐประกาศจะขายอาวุธให้กับไต้หวัน ซึ่งจุดประเด็นความไม่พอใจให้กับจีน เนื่องจากจีนมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ และการกระทำของสหรัฐกำลังเป็นภัยความมั่นคงภายในของจีนโดยตรง

“ความเป็นไปได้มากที่สุดของความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐอยู่ที่การเผชิญหน้าทางการทหาร สหรัฐกำลังเพิ่มการตรวจตราและการลาดตระเวนมากขึ้น เมื่อไม่มีการป้องกันวิกฤต หรือระบบการจัดการ การปะทะกันทางทหารอาจจะนำพาไปสู่วิกฤตทางการเมืองได้” หวังจี้ซี่ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งกล่าว

อีกทั้งในเวลานี้จีนกำลังแสดงท่าทีมีปากมีเสียงและผงาดในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ดินแดนที่เป็นเส้นทางการจราจรทางทะเลที่คับคั่งมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก ซึ่งจีนยืนยันว่าเป็นส่วนหนึ่งในการครอบครองของจีน และยังเป็นประเด็นขัดแย้งยืดเยื้อกับหลายประเทศในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ไต้หวัน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน

เรื่องดังกล่าวดูไม่มีเค้าแววที่สหรัฐจะเข้ามาเกี่ยวโยงได้ นอกจากผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น

แต่จีนก็ต้องออกอาการเลือดขึ้นหน้า เพราะความคิดเห็นของ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ ที่เสนอในระหว่างการร่วมประชุมอาเซียน ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เออาร์เอฟ) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงฮานอย เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยเสนอให้ใช้กระบวนการทางกฎหมาย และจัดให้มีเวทีการเจรจา รวมประเทศที่เกี่ยวเนื่องกรณีพิพาทหาทางออกร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทะเลจีนใต้

อย่างไรก็ตาม สำหรับความมุ่งมั่นของจีนในการถือครองกรรมสิทธิ์ในน่านน้ำทะเลจีนใต้ไม่ได้ ทำให้ประเทศคู่ขัดแย้งในอาเซียนรู้สึกตื่นตระหนก หรือเกินกว่าคาดหมายนัก

“ภัยคุกคามของความขัดแย้งมีเพิ่มขึ้นและเหตุผลพื้นฐานก็คือ ทัศนคติของจีนที่มีต่อทะเลตะวันออก (ทะเลจีนใต้) นับวันก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ต่อต้านมากขึ้น” ดวงแดนดี อดีตนักการทูตชาวเวียดนามและผู้เชี่ยวชาญด้านจีนกล่าว

เมื่อย้อนกลับมาดูทางฝั่งสหรัฐเอง สหรัฐใช้ความเป็นพี่ใหญ่ เสียงดังได้ดีเสมอ ในขณะที่การสะสมศักยภาพทางการทหารที่มีมายาวนานก็ไม่ได้น้อยไปกว่าประเทศใดๆ

งบประมาณของเพนตากอนเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2009 สหรัฐได้รับการจัดสรรงบไป 6.37 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 20 ล้านล้านบาท) และคาดว่าจะขยับขึ้นไปที่ 6.88 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 21.6 ล้านล้านบาท) และ 7.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 24.8 ล้านล้านบาท) ในปี 2010 และ 2011 ตามลำดับ

ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐเองไม่ยอมลดละความสำคัญของตนในเอเชียแปซิฟิก ลงเช่นกัน

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เรือบรรทุกเครื่องบินรบ ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน ของสหรัฐ ได้เข้าเทียบท่าที่ดานัง ของเวียดนาม เพื่อเป็นการฉลอง 15 ปี แห่งการคืนสัมพันธ์สู่สภาวะปกติ แต่แฝงไว้ด้วยนัยที่ต้องการแสดงอำนาจให้จีนได้ล่วงรู้ว่า รัฐบาลวอชิงตันพร้อมจะปกป้องสิทธิในการเดินเรือในน่านน้ำทะเลจีนใต้ได้

ปัจจุบันสหรัฐได้ใช้เส้นทางนี้ในการส่งน้ำมันให้กับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน

“เราทุกฝ่ายมีสิทธิที่จะจัดการที่นี่ร่วมกัน และไม่มีการแยกออกเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง น่านน้ำเหล่านี้ไม่ได้เป็นของใคร และยังคงเป็นของทุกคน” เดวิด ลอสแมน กัปตันยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน กล่าว

ตามมาด้วยช่วงกลางเดือน ส.ค. สหรัฐก็ร่วมแสดงแสนยานุภาพ ร่วมฝึกปฏิบัติการรบบริเวณชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรเกาหลี

การซ้อมรบครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนคือ ต้องการส่งข้อความไปยังทางการเกาหลีเหนือถึงความไม่พอใจต่อกรณีการยิงตอร์ปิโดจมเรือรบของเกาหลีใต้จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 46 ราย เมื่อเดือน มี.ค.

บรรยากาศการซ้อมรบเวลานั้น ไม่ใช่เพียงเพิ่มความอึมครึมของความสัมพันธ์ที่หมองมัวแต่เดิมระหว่างเกาหลีเหนือและใต้เท่านั้น ยังเป็นการเติมเชื้อไฟความบาดหมางทางการทหารของรัฐบาลปักกิ่งและรัฐบาลวอชิงตันอีกด้วย

จีนโวยพฤติกรรมของสหรัฐในครั้งนี้ว่าเป็นการกระตุ้นเกาหลีเหนือ อีกทั้งยังเป็นการคุกคามพื้นที่ซึ่งเป็นดั่งประตูสู่ประเทศให้เกิดวิกฤตและความวุ่นวายมากยิ่งขึ้น

“สหรัฐปรากฏตัวขึ้น เพื่อต้องการที่จะประกาศต่อโลกว่า เอเชียแปซิฟิกและมหาสมุทรยังคงอยู่ภายใต้การคุ้มครองของสหรัฐ หนังสือพิมพ์ไชนา เดลี สื่อที่เป็นปากเป็นเสียงของรัฐบาลจีน แสดงความคิดเห็นเมื่อวันอังคารที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมา

ท่าทีของทั้งสองประเทศมีความชัดเจนอย่างมากว่า รอยร้าวที่มีระหว่างกันกินพื้นที่และถลำลึกมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการห้ำหั่นกันทางทหารอย่างจริงจัง จนกลายเป็นการสู้รบ คงยังไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ เพียงแต่ว่ารอยช้ำที่กินลึกมากขึ้นเรื่อยย่อมไม่เป็นผลดี แม้กระทั่งในเอเชียแปซิฟิกเองก็ตาม จะให้ไม่ร้อนแรงได้อย่างไร ในเมื่อเวลานี้ จีนเองก็กล้า และสหรัฐเองก็แกร่ง

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน