
‘ออมเงินเพื่อการศึกษาลูก’
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
โดย...ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
“เวลามักจะทิ้งผลผลิตที่เรียกว่า ‘อดีต’ ไว้อย่างรวดเร็ว แต่มันก็สามารถเป็นเครื่องจักรทรงพลังที่สร้างอนาคตให้กับคนที่วางแผนการลงทุนไว้”
ในตอนที่แล้วผมได้แนะนำการวางแผนทางการเงินให้บรรดาคุณพ่อที่กำลังอยู่ในวัยทำงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับรักษาพยาบาล ประกันอุบัติเหตุไปจนถึงทุนการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องมีพร้อมไว้เสมอ แต่ที่สำคัญมากที่สุดสำหรับลูกน้อยที่จะเติบโตขึ้นคือ เรื่องการศึกษาที่ต้องใช้เงินจำนวนมากและใช้ต่อเนื่องไปอีก 6-20 ปีเป็นอย่างน้อย การวางแผนลงทุนเพื่อค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้จึงต้องสำคัญมากและต้องเตรียมพร้อมให้ดี (ไม่งั้นไม่มีเงินเรียนนะครับ ย้ำอีกครั้ง)
ปัจจุบันค่าเทอมเล่าเรียนมีราคาเพิ่มสูงขึ้นรวมไปถึงค่าชุดนักเรียน หนังสือ อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นอื่นๆ รวมแล้วเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเลยทีเดียว นี่ยังไม่รวมค่าเรียนพิเศษอื่นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการสร้างเสริมทักษะความสามารถพิเศษให้ลูกๆอีก อาทิ ดนตรี กีฬา ภาษา ศิลปะ ฯลฯ
การวางแผนเพื่อการศึกษาของลูกเป็นการวางแผนระยะยาว จึงต้องประมาณการค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้สอดคล้องกับที่จะต้องใช้จ่ายจริงในอนาคต ขณะเดียวกันควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ ให้รอบด้าน ทั้งจำนวนบุตรที่มีปัจจุบันและในอนาคต ระดับการศึกษาสูงสุดที่จะให้กับลูกๆ แต่ละคน รวมไปถึงความแตกต่างระหว่างโรงเรียน เช่น รัฐบาล เอกชน อินเตอร์ฯ และที่สำคัญที่มักมองข้ามกันไปคือเรื่อง “การปรับขึ้นของค่าเล่าเรียน” เนื่องจากค่าเล่าเรียนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นปรับตัวขึ้นเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยมาก จากการศึกษาโดย The Bureau of Labor Statistics ของสหรัฐคำนวณอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าเล่าเรียนในระดับวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2000-2015 ในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 5.6% ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปมากและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นต่อเนื่อง
การออมเงินเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ จึงควรเป็นการลงทุนที่สามารถเติบโตได้ทันกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายการศึกษาด้วย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินฝาก พันธบัตร ตราสารหนี้ และหุ้นกู้ ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนเติบโตเอาชนะค่าเล่าเรียนที่เพิ่มขึ้นปีละ 5.6% หรือมากกว่าได้ จึงจำเป็นต้องมีการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ผสมด้วย ประกอบกับการลงทุนเพื่อการศึกษาเป็นการลงทุนระยะยาว หากวางแผนเพื่อการศึกษาลูกตั้งแต่แรกเกิดก็จะมีระยะเวลาลงทุนที่ยาวนานเกิน 10 ปีขึ้นไป กว่าที่ลูก
สุดที่รักของเราจะเติบโตจนเข้าเรียนถึงระดับมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยที่จะต้องใช้เงินก้อนใหญ่ การลงทุนระยะยาวสามารถรับความผันผวนของตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ในระยะสั้นได้และยังเป็นการเพื่อให้เวลาได้ทำงานสร้างผลตอบแทนสะสมที่ดีในระยะยาวได้
ทั้งนี้ เครื่องมือที่จะใช้ลงทุนนั้นมีหลายทางเลือกไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในหุ้นโดยตรง การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนผ่านกองทุนรวมผสม หรือลงทุนผ่านประกันชีวิตเพื่อการศึกษา เป็นต้น
เมื่อถามว่าตลาดหุ้นไทยตอนนี้ถูกหรือแพง ...?? ต้องบอกว่าระดับ P/E ปัจจุบันอยู่ที่ 16.5 เท่า ถือว่าค่อนข้างสูง แต่จะรอเข้าลงทุนเมื่อตลาดถูกก็คงไม่ได้
ดังนั้นจึงแนะนำการลงทุนด้วยวิธี “DCA หรือ Dollar Cost Average” ทยอยลงทุนสม่ำเสมอในทุกๆ เดือน เลือกลงทุนในหุ้นที่เติบโตดีในอนาคต ไม่เน้นหุ้นที่มีการจ่ายปันผลมาก ขณะที่อสังหาริมทรัพย์เลือกลงทุนประเภท ฟรีโฮลด์ เพราะมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคือลงทุนในตราสารหนี้หรือหุ้นกู้เอกชนที่มีเครดิตดี นอกจากนี้อาจมีการปรับพอร์ตลงทุนบ้างหากสินทรัพย์ให้ผลตอบแทนขึ้นไปสูง อาจย้ายเงินมาพักไว้ที่กองทุนตราสารหนี้หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์
การลงทุนให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ควรต้องมีที่ปรึกษาการลงทุนที่คอยดูแลพอร์ตการลงทุน ทาง บล. KTBST มีที่ปรึกษาทางการเงินที่ช่วยวางแผนการลงทุนและคอยบริหารความเสี่ยงให้ตลอดเวลาครับ
เห็นคำแนะนำการลงทุนเพื่อค่าเล่าเรียนคร่าวๆ แบบนี้แล้ว คงทำให้คุณพ่อทั้งหลายได้แนวทางและความมั่นใจได้ว่าเรามีให้ลูกรักของเราได้เรียนหนังสืออย่างแน่นอนครับ...







