
แซม กวี่ นักธุรกิจต้นแบบสิงคโปร์
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
จากลูกชาวนาสู่ชีวิตมหาเศรษฐีของสิงคโปร์ แซม กวี่ (Sam Goi) ที่กลายเป็นไอดอลของนักธุรกิจยุคใหม่ชาวสิงคโปร์ ที่ถูกยกให้เป็นเจ้าพ่ออาหารแช่แข็งของแดนลอดช่อง
โดย แซม ได้ครอบครองอาณาจักรโรงผลิตอาหารภายใต้นามว่า ถี่เยี่ยเจีย (Tee Yih Jia) ที่มีมูลค่ารวม 4.55 หมื่นล้านบาท พร้อมกำลังผลิตแป้งเปาะเปี๊ยะกว่า 35 ล้านชิ้น/วัน ทำให้อีกด้านหนึ่งมีคนรู้จักเขาในฐานะราชาเปาะเปี๊ยะ ด้วยกิจการของเขาสามารถสร้างกำไรได้หลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ/ปี จากการนำสินค้าเข้าไปทำตลาดได้ร่วม 75 ประเทศทั่วโลก มีสัดส่วนส่งออก 90% ของผลผลิตทั้งหมดจากทุกโรงงาน
นอกจากอาหารแช่แข็งและเปาะเปี๊ยะแล้ว เขายังผลิตอาหารพร้อมรับประทานอื่นๆ อาทิ โรตี เครป โรลค็อกเทลกุ้ง ข้าวปั้น และซาโมซ่า รองรับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย
“ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มักเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ไม่แตกต่างจากการขายเปาะเปี๊ยะสุดแสนจะธรรมดา แต่หากถ้าใส่ความตั้งใจและความมานะลงไปแล้วทุกอย่างสามารถเป็นไปได้” แซม เล่าถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจ
สำหรับการเดินทางของชายคนนี้ เริ่มต้นในช่วงที่สิงคโปร์ยังต้องซื้อน้ำจืดจากมาเลเซียเมื่อราวต้นปี 2513 โดยแซมได้เปิดร้านขายเปาะเปี๊ยะเล็กๆ ที่ผลิตแป้งได้แค่ 2,000 แผ่น/วัน แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของมหาเศรษฐี เขาได้เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับประเทศจีน เพื่อยกระดับกำลังการผลิตด้วยการนำเข้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากจีน พร้อมซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานผลิต จากนั้นในปี 2523 บริษัท ถี่เยี่ยเจีย ได้ถูกยกให้เป็นโรงงานผลิตอาหารสัญชาติสิงคโปร์รายแรกที่เข้าไปตั้งฐานการผลิตในประเทศจีน
ด้วยศักยภาพดังกล่าว ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขาได้รับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและมาตรฐานจนสามารถส่งออกอาหารแช่แข็งตีตลาดทั่วโลกทั้งในทวีป อเมริกาเหนือ ยุโรป ตลาดตะวันออกกลาง ตลาดเอเชีย รวมถึงในประเทศกำลังซื้อสูงอย่าง จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย และออสเตรเลีย
โดย แซม กล่าวว่า “การประสบความสำเร็จทางธุรกิจต้องอาศัยการลงมือทำที่ถูกที่ถูกเวลา โดยมีเครือข่ายที่ถูกต้อง”
จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้นักธุรกิจจำนวนมากยกย่องให้เขาเป็นบุคคลต้นแบบของสิงคโปร์ ที่สามารถสร้างเครดิตความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร ภายใต้แบรนด์ Made in Singapore ได้ ซึ่งไม่แตกต่างจากการเปิดประตูให้เอสเอ็มอีสิงคโปร์สามารถเข้าสู่ตลาดห่วงโซ่อุปทานของโลกได้ รวมถึงสามารถปักธงกิจการอาหารในทวีปที่รายได้ประชากรขยายตัวต่อเนื่องอย่างเอเชีย
ขณะที่อีกหนึ่งกุญแจดอกสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จให้กับกิจการอาหารของแซม คือ จริยธรรมความรับผิดชอบต่อสังคม ที่สร้างความไว้วางใจและแบรนด์ลอยัลตี้จากลูกค้า ที่เขามุ่งเน้นปลูกฝังทัศนคติและการบริการที่ดีให้กับพนักงาน โดยเน้นไปที่การศึกษา กีฬา และกิจกรรมเพื่อสังคมควบคู่ไปกับการควบคุมส่วนผสมของอาหาร ถูกหลักอนามัยโภชนาการ พร้อมลงทุนตั้งสำนักงานทรัพยากรมนุษย์เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางพัฒนาบุคลากรและการอบรมทักษะทัศนคติและกิจกรรมเพื่อสังคม
นอกจากนี้ ความร่ำรวยของเขายังถูกการันตีโดยสื่อระดับโลกอย่างฟอร์บส์ ที่ยกให้แซมเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 12 ของสิงคโปร์ ด้วยทรัพย์สินมูลค่ารวมมากกว่า 8 หมื่นล้านบาท และยังเป็นแบบอย่างที่ดีของเอสเอ็มอีที่กำลังเติบโตอย่างมากในอาเซียน โดยเขายังได้ฝากถึงแรงบันดาลใจให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีไว้ว่า
“การค้าคือการสร้างมิตรภาพไม่ว่าจะในยุคสมัยใด ปัจจัยสำคัญของการสร้างธุรกิจ คือ อาศัยเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเกื้อกูลกันและกัน เพื่อเจาะตลาดเป้าหมายตลอดจนลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้น”แซม กล่่าว







