posttoday
แซม กวี่ นักธุรกิจต้นแบบสิงคโปร์

แซม กวี่ นักธุรกิจต้นแบบสิงคโปร์

29 สิงหาคม 2559

โดย...ทศพล หงษ์ทอง 

โดย...ทศพล หงษ์ทอง 

จากลูกชาวนาสู่ชีวิตมหาเศรษฐีของสิงคโปร์ แซม กวี่ (Sam Goi) ที่กลายเป็นไอดอลของนักธุรกิจยุคใหม่ชาวสิงคโปร์ ที่ถูกยกให้เป็นเจ้าพ่ออาหารแช่แข็งของแดนลอดช่อง

โดย แซม ได้ครอบครองอาณาจักรโรงผลิตอาหารภายใต้นามว่า ถี่เยี่ยเจีย (Tee Yih Jia) ที่มีมูลค่ารวม 4.55 หมื่นล้านบาท พร้อมกำลังผลิตแป้งเปาะเปี๊ยะกว่า 35 ล้านชิ้น/วัน ทำให้อีกด้านหนึ่งมีคนรู้จักเขาในฐานะราชาเปาะเปี๊ยะ ด้วยกิจการของเขาสามารถสร้างกำไรได้หลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ/ปี จากการนำสินค้าเข้าไปทำตลาดได้ร่วม 75 ประเทศทั่วโลก มีสัดส่วนส่งออก 90% ของผลผลิตทั้งหมดจากทุกโรงงาน

นอกจากอาหารแช่แข็งและเปาะเปี๊ยะแล้ว เขายังผลิตอาหารพร้อมรับประทานอื่นๆ อาทิ โรตี เครป โรลค็อกเทลกุ้ง ข้าวปั้น และซาโมซ่า รองรับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย

“ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มักเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ไม่แตกต่างจากการขายเปาะเปี๊ยะสุดแสนจะธรรมดา แต่หากถ้าใส่ความตั้งใจและความมานะลงไปแล้วทุกอย่างสามารถเป็นไปได้” แซม เล่าถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจ

สำหรับการเดินทางของชายคนนี้ เริ่มต้นในช่วงที่สิงคโปร์ยังต้องซื้อน้ำจืดจากมาเลเซียเมื่อราวต้นปี 2513 โดยแซมได้เปิดร้านขายเปาะเปี๊ยะเล็กๆ ที่ผลิตแป้งได้แค่ 2,000 แผ่น/วัน แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของมหาเศรษฐี เขาได้เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับประเทศจีน เพื่อยกระดับกำลังการผลิตด้วยการนำเข้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากจีน พร้อมซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานผลิต จากนั้นในปี 2523 บริษัท ถี่เยี่ยเจีย ได้ถูกยกให้เป็นโรงงานผลิตอาหารสัญชาติสิงคโปร์รายแรกที่เข้าไปตั้งฐานการผลิตในประเทศจีน

ด้วยศักยภาพดังกล่าว ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขาได้รับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและมาตรฐานจนสามารถส่งออกอาหารแช่แข็งตีตลาดทั่วโลกทั้งในทวีป อเมริกาเหนือ ยุโรป ตลาดตะวันออกกลาง ตลาดเอเชีย รวมถึงในประเทศกำลังซื้อสูงอย่าง จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย และออสเตรเลีย

โดย แซม กล่าวว่า “การประสบความสำเร็จทางธุรกิจต้องอาศัยการลงมือทำที่ถูกที่ถูกเวลา โดยมีเครือข่ายที่ถูกต้อง”

จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้นักธุรกิจจำนวนมากยกย่องให้เขาเป็นบุคคลต้นแบบของสิงคโปร์ ที่สามารถสร้างเครดิตความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร ภายใต้แบรนด์ Made in Singapore ได้ ซึ่งไม่แตกต่างจากการเปิดประตูให้เอสเอ็มอีสิงคโปร์สามารถเข้าสู่ตลาดห่วงโซ่อุปทานของโลกได้ รวมถึงสามารถปักธงกิจการอาหารในทวีปที่รายได้ประชากรขยายตัวต่อเนื่องอย่างเอเชีย

ขณะที่อีกหนึ่งกุญแจดอกสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จให้กับกิจการอาหารของแซม คือ จริยธรรมความรับผิดชอบต่อสังคม ที่สร้างความไว้วางใจและแบรนด์ลอยัลตี้จากลูกค้า ที่เขามุ่งเน้นปลูกฝังทัศนคติและการบริการที่ดีให้กับพนักงาน โดยเน้นไปที่การศึกษา กีฬา และกิจกรรมเพื่อสังคมควบคู่ไปกับการควบคุมส่วนผสมของอาหาร ถูกหลักอนามัยโภชนาการ พร้อมลงทุนตั้งสำนักงานทรัพยากรมนุษย์เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางพัฒนาบุคลากรและการอบรมทักษะทัศนคติและกิจกรรมเพื่อสังคม

นอกจากนี้ ความร่ำรวยของเขายังถูกการันตีโดยสื่อระดับโลกอย่างฟอร์บส์ ที่ยกให้แซมเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 12 ของสิงคโปร์ ด้วยทรัพย์สินมูลค่ารวมมากกว่า 8 หมื่นล้านบาท และยังเป็นแบบอย่างที่ดีของเอสเอ็มอีที่กำลังเติบโตอย่างมากในอาเซียน โดยเขายังได้ฝากถึงแรงบันดาลใจให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีไว้ว่า 

“การค้าคือการสร้างมิตรภาพไม่ว่าจะในยุคสมัยใด ปัจจัยสำคัญของการสร้างธุรกิจ คือ อาศัยเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเกื้อกูลกันและกัน เพื่อเจาะตลาดเป้าหมายตลอดจนลดความเสี่ยงทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้น”แซม กล่่าว

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี