
ส่องเทรนด์บริโภค อาหารอาเซียน
อาหารอาเซียน เป็นอีกหนึ่งภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวของประชากรรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
อาหารอาเซียน เป็นอีกหนึ่งภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวของประชากรรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับศักยภาพด้านวัตถุดิบที่หลากหลายตามแบบฉบับของประเทศเขตร้อน ตลอดจนวัฒนธรรมการกินที่ร่วมรากกันในแต่ละประเทศของอาเซียน ส่งผลให้เทรนด์การบริโภคแทบไม่แตกต่างกันมากนัก ถือเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยเพื่อขยายกิจการเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
ปัจจุบันอัตราการเติบโตของตลาดอาหารอาเซียนเฉลี่ยอยู่ที่ 15.94% มีมูลค่าส่งออกอาหารไทยไปยังตลาดนี้ในปี 2558 อยู่ที่ 2.31 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 25.65% ของการส่งออกอาหารรวมทั้งหมด
ชุติมา ไวศรายุทธ์ รองคณบดี คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า กระแส (เทรนด์) อาหารอาเซียนในปีหน้า (2559-2560) จะมีลักษณะดังนี้ 1.เทเบิล ฟอร์ วัน (Table for one) อาหารพร้อมกินสำหรับ 1 ท่าน จากพฤติกรรมที่เร่งรีบของวัยทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ 2.อีต วิท ยัวร์ อาย (Eat with your eyes) เลือกซื้อจากความสวยงามบรรจุภัณฑ์และสีสันของอาหาร
เทรนด์ที่ 3 อีโค อีส เดอะ นิว เรียลิตี้ (Eco is the new reality) เลือกซื้อสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและใช้ภาชนะจากธรรมชาติ 4.อาหารที่เป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกและผลิตภัณฑ์ทดแทนมาแรง เพื่อคนรักสุขภาพ และสุดท้าย 5.อาหารไม่มีไขมันและน้ำตาลน้อย ซึ่งพบว่าสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทอย่างมากกับการตัดสินใจเลือกซื้ออาหารของคนเอเชีย จากผลสำรวจผู้บริโภคชาวจีนพบว่ากว่า 50% ถ่ายรูปอาหารลงในสื่อออนไลน์เพื่อบอกต่อประสบการณ์ไปยังเพื่อนในโลกออนไลน์ และกว่าเกือบ 75% ตัดสินใจเลือกซื้อหรือใช้บริการร้านอาหารที่มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์
ขณะที่ปัจจุบันผู้บริโภคปัจจุบันในทุกช่วงอายุเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพ หวังลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในอนาคต โดยยูโรมอร์นิเตอร์สำรวจพบว่ามูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของโลกมีแนวโน้มโตเฉลี่ยปีละ 7% มูลค่าตลาดจะสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา โดยมูลค่าตลาดอาหารสุขภาพของไทยอยู่ที่อันดับ 19 ของโลก มีตลาดอาหารเพื่อคุณประโยชน์ (ฟังก์ชันนัล) ครองส่วนแบ่งตลาดอาหารสุขภาพมากที่สุดราว 60% ตามด้วยอาหารผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 30% เช่น ตลาดอาหารสุขภาพเฉพาะกลุ่ม
จากข้อมูลของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า โอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจไทย โดยประเทศในกลุ่มอาเซียนและอาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) มีจำนวนผู้บริโภคหันมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมอาหาร และอาหารแปรรูปสามารถสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจไทยได้ 3.4 แสนล้านบาท ขยายตัวเฉลี่ย 5.5% ต่อปี จากกลุ่มอาหารชีวจิต อาหารอินทรีย์ (ออร์แกนิก) อาหารลดไขมัน เป็นต้น
ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเน้นสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เน้นการนำผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่เป็นอาหาร ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่าอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ส่วนด้านเครื่องดื่มสุขภาพสามารถสร้างมูลค่าในภูมิภาคเอเชียได้มากถึง 3.5 ล้านล้านบาท คาดว่าในปี 2563 จะขยายมูลค่าราว 5.25 ล้านล้านบาท
ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า ตัวเลขตลาดส่งออกอาหารของไทยในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) มีสัดส่วนมากกว่า 53% ของตลาดอาเซียน มูลค่าส่งออก 122,947.5 ล้านบาท ขยายตัว 16.92% ในปีก่อน โดยประเทศที่ผู้ประกอบการไทยส่งออกไปมากที่สุด คือ เมียนมา 32% รองลงมาคือ เวียดนาม 31.5% กัมพูชา 20.5% และ สปป.ลาว 16% โดยปีนี้กลุ่มอาหารแปรรูปหมวดเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์นม และน้ำผักผลไม้ ยังคงมีแนวโน้มเติบโตดี จากความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ
แม้พฤติกรรมผู้บริโภคใน 4 ประเทศส่วนใหญ่ยังนิยมปรุงอาหารรับประทานเองที่บ้าน ซึ่งผู้บริโภคซีแอลเอ็มวียังมีอำนาจการซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคกัมพูชามีกำลังซื้อเฉลี่ยต่อคนต่ำที่สุด ส่วนผู้บริโภค สปป.ลาว และเมียนมามีกำลังซื้อเฉลี่ยต่อคนใกล้เคียงกัน และเวียดนามมีอำนาจซื้อเฉลี่ยต่อคนสูงที่สุดใน 4 ประเทศ
จากปัจจัยหนุนด้านภาพลักษณ์ของอาหารไทยที่แข็งแรงด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ในกลุ่มประเทศนี้ได้เป็นอย่างดี







