
นักลงทุนเผ่นซบเมียนมา
ปัญหาไทยเดินหน้าจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก ล่าช้า สร้างความไม่มั่นใจให้กับกลุ่มนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่เม็ดเงินลงทุนมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท
โดย...อัศวิน พินิจวงษ์
ปัญหาไทยเดินหน้าจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตาก ล่าช้า สร้างความไม่มั่นใจให้กับกลุ่มนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่เม็ดเงินลงทุนมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท เปลี่ยนใจหันไปลงทุนที่จังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา แทน โดยล่าสุดกลุ่มพันธมิตรธุรกิจได้มอบหมายให้ตัวแทนนักลงทุนไทยจากกรุงเทพฯ จำนวน 27 ราย เดินทางไปเข้าพบปะเจรจากับนักธุรกิจเมียนมา เพื่อให้หาที่ดินรองรับเข้าไปลงทุนที่จังหวัดเมียวดี ตรงข้าม ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก โดยมีแผนเข้าไปลงทุนกิจการด้านต่างๆ รวม 7 ด้าน อาทิ การขนส่ง การบริการด้านการขนส่งสินค้าถึงมือลูกค้า การผลิต และการบริการด้านอุตสาหกรรม เป็นต้น
ก่อนหน้านี้นักลงทุนรายนี้ได้เดินทางมาที่ อ.แม่สอด จ.ตาก บ่อยครั้ง เพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดหาที่ดินรองรับในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตากเป็นเวลากว่า 1 ปี แต่ต้องผิดหวังกลับไปซ้ำซากเพราะทางภาครัฐไม่สามารถจัดหาที่ดินรองรับให้กับนักลงทุนได้ สร้างความผิดหวังให้นักลงทุนจนเกิดความไม่มั่นใจ และเสียเวลาการรอคอยว่าเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตากจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขณะที่นักลงทุนบางรายได้กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์เพื่อการลงทุน แต่ไม่ได้ลงทุนแถมยังต้องแบกรับภาระเสียดอกเบี้ยเงินกู้ไปแล้วจำนวนไม่น้อย ทำให้ต้องล้มเลิกโครงการลงทุนในไทยหันไปลงทุนเมียนมาแทน โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมทำสัญญาบันทึกความร่วมมือกัน (เอ็มโอยู) ในเร็วๆ นี้
รชต ทีปต์สิริ ประธานบริหารเครือรชตกรุ๊ป บอกว่า จังหวัดเมียวดีถือว่าเป็นประตูการค้า การลงทุนที่ใหญ่มาก หรือ แกรนด์ เกตเวย์ ซึ่งสามารถเดินทางไปทะลุถึงทวีปยุโรปใต้หรือนิวซีแลนด์ได้ ด้วยระยะทางไม่เกิน 6,000 กิโลเมตร ซึ่งรถยนต์ใช้เวลาเดินทางเพียง 5 วันก็ถึง ขณะที่การขนส่งทางเรือ ต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือน นอกจากนี้นักลงทุนไทยเชื่อว่า เมียนมามีความพร้อมในแง่ของทรัพยากร พื้นที่รองรับ และสิ่งอำนวยความสะดวกในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้ต้องย้ายฐานการลงทุนไปลงทุนฝั่งเมียนมาแทน
รชต กล่าวอีกว่า ส่วนเหตุผลของการย้ายฐานการลงทุนนั้น ทางเครือรชตกรุ๊ปใช้เวลามานานมากกว่า 2 ปี ที่เฝ้าติดตามการลงทุนในพื้นที่ อ.แม่สอด แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่มีความหวัง และความมั่นใจ หลังจากที่รัฐบาลประกาศเชิญชวนนักลงทุน ซึ่งขณะนี้ได้คุยกับนักธุรกิจเมียนมาเพื่อหาพื้นที่รองรับโดยมีผลประโยชน์ร่วมกัน และเช่าพื้นที่ตามระเบียบกฎหมายของประเทศเมียนมา ซึ่งหากไปเช่าพื้นที่ฝั่งเมียวดีแล้ว ทางการเมียน มาก็จะได้ประโยชน์จากภาษีและค่าธรรมเนียมมหาศาล
“เมืองแม่สอด และเมืองเมียวดี ถือได้ว่าเป็นเมืองการค้าชายแดนที่มีการเจริญเติบโตทางด้านการค้า การลงทุน ซึ่งในอนาคตอันใกล้ ตัวเลขการลงทุนจะสูงขึ้นเป็นล้านล้านบาทอย่างแน่นอน ในใจผมที่เป็นนักธุรกิจไทยคนหนึ่ง อยากลงทุน อยากพัฒนาประเทศไทย แต่เมื่อทางภาครัฐไม่สามารถจัดหาพื้นที่การลงทุนได้ก็รู้สึกเสียดาย เพราะผมเองก็ได้รับความกดดันจากพาร์ตเนอร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ” รชต กล่าว
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ออกมายอมรับว่าการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 แห่ง บางพื้นที่จำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อน อาทิ จ.ตาก เนื่องจากประชาชนไม่ยอมออกจากพื้นที่ รวมทั้งติดขั้นตอนการขอใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ที่ยังไม่แล้วเสร็จ การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมจึงดำเนินการไม่ได้ ส่งผลให้เอกชนไม่สามารถเข้าไปขอใช้พื้นที่ได้ แต่พื้นที่จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.สระแก้ว มีความพร้อมมากที่สุด คาดว่าเกิดขึ้นได้ในปี 2560







