
ความไว้ใจ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่งมีข่าวที่เหมือนกับหนังม้วนเก่ากลับมาฉายซ้ำว่า พบการปนเปื้อนของนมจีนอีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการปนเปื้อนฮอร์โมนเอสโตรเจนในนมผงที่เมืองหวูหนาน มณฑลหูเป่ย์ ที่ส่งผลให้เด็กหญิง 3 ราย มีหน้าอกหน้าใจโตเร็วขึ้นกว่าวัยอันควร และยังพบกรณีเดียวกันนี้กับเด็กอีก 6 ราย ใน 5 มณฑลของจีน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่งมีข่าวที่เหมือนกับหนังม้วนเก่ากลับมาฉายซ้ำว่า พบการปนเปื้อนของนมจีนอีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการปนเปื้อนฮอร์โมนเอสโตรเจนในนมผงที่เมืองหวูหนาน มณฑลหูเป่ย์ ที่ส่งผลให้เด็กหญิง 3 ราย มีหน้าอกหน้าใจโตเร็วขึ้นกว่าวัยอันควร และยังพบกรณีเดียวกันนี้กับเด็กอีก 6 ราย ใน 5 มณฑลของจีน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วในสื่อตะวันตกหลายสำนัก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ หุ้นของบริษัท ไซนูตรา อินเตอร์เนชันแนล ผู้ผลิตนมผงดังกล่าว ดิ่งลงฮวบฮาบถึง 35% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และบรรดาผู้บริโภคทั้งในจีนและต่างประเทศต่างไม่กล้าซื้อนม เมด อิน ไชนา กันอีกครั้ง
ทว่าที่น่าสนใจก็คือ ผลกระทบในแง่ลบครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนเรื่องการปนเปื้อนว่าจริงหรือไม่ และเกิดขึ้นทั้งที่รายงานของสื่อหลายสำนักยังไม่มีการอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด
พูดง่ายๆ ว่า แค่มีข่าวว่ามีนมปนเปื้อน โดยยกตัวอย่างเด็กที่มีอาการผิดปกติราว 9 ราย จากทั้งหมดนับหมื่นหรือนับแสนราย ก็ทำให้คนนับล้านพร้อมที่จะเชื่อแล้ว
บริษัท ไซนูตรา อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ออกแถลงการณ์ด้วยความเชื่อมั่นทันทีว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตขนาดใหญ่ที่มีมาตรฐานสากล ไม่มีการปนเปื้อนอย่างแน่นอน และโอดครวญว่าการรายงานข่าวต่างๆ นั้นไม่เป็นธรรม เพราะยังไม่มีหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน
หากเป็นบ้านเรา บางคนอาจเรียกว่าเป็นกระแสสังคมข่าวลือ
ทว่าสำหรับจีน นี่คือวิกฤตศรัทธาสินค้าเมด อิน ไชนา ที่จีนยังไม่สามารถลบล้างไปให้หมดได้
เพราะต้องยอมรับว่าเคสที่ผ่านๆ มานั้น คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ของจีนในฐานะโรงงานผลิตอันดับ 1 ของโลก ตั้งแต่กรณีนมปนเปื้อนสารเมลามีนเมื่อปี 2008 ซึ่งทำให้มีเด็กเสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน ป่วยอีกเกือบ 3 แสนคน หรือกรณีของเล่นปนเปื้อนสารปรอทก่อนหน้านี้
กรณีล่าสุดนั้น ต้องถือว่ากระทรวงสาธารณสุขของจีนมีการทำงานที่เร็วขึ้นมาก โดยสั่งสอบสวนข่าวการปนเปื้อนทันที และฟันธงเมื่อวานนี้ว่า ไม่พบการปนเปื้อนแต่อย่างใด และยังได้ตรวจสอบไปยังนมยี่ห้ออื่นๆ อีกราว 20 ยี่ห้อในหลายมณฑลทั่วประเทศไปพร้อมกันด้วย
ขณะที่กรณีของเด็กที่มีหน้าอกหน้าใจเร็วขึ้นนั้น พบว่าเป็นกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติอยู่แล้ว และเมื่อดูสถิติทั่วทั้งประเทศ ก็ไม่พบว่ามีกรณีดังกล่าวมากจนน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
ต้องเรียกว่าเป็น “จุดอ่อนจากความไม่ไว้ใจโดยแท้” จากความผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำว่า จีนยังต้องเร่งแก้ปัญหาในจุดนี้ให้ได้ ก่อนจะขึ้นไปอยู่ในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ที่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มตัว
เหมือนนักการเมืองที่อมพระมาพูด คนก็ยังไม่ค่อยอยากเชื่อ...







